Healthstation Talk EP.72 ใกล้จบ…เพิ่งเริ่ม จะตั้งหลักชีวิตอย่างไร?

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.



Healthstation Talk EP.72 ใกล้จบ…เพิ่งเริ่ม จะตั้งหลักชีวิตอย่างไร?

ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านชีวิตจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่โลกแห่งการทำงานที่แท้จริง คือหมุดหมายสำคัญของคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ความท้าทาย และแรงกดดัน Healthstation Talk EP.72 ได้เปิดพื้นที่สะท้อนมุมมอง สภาพปัญหา และข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่ม First Jobber ให้สามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคงและมีสุขภาวะที่ดีทั้งกาย ใจ และสังคม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 “สังคมอยู่ดี มีพลัง นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ”


สารจากผู้ดำเนินรายการ: ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญและการสร้างระบบนิเวศเพื่อคนรุ่นใหม่

มินนา นึ่งราวี ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ Healthstation Talk EP.72 ร่วมเปิดมุมมองใหม่ในการดูแลสุขภาวะไปด้วยกัน ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังจะเรียนจบและกลุ่มที่เริ่มเข้าสู่โลกการทำงานหรือ First Jobber

ประเด็นเรื่อง First Jobber ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ภายใต้แนวคิด "สังคมอยู่ดี มีพลัง นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ" ที่มุ่งยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มคนเริ่มทำงาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถตั้งหลักชีวิตได้อย่างมั่นคง มีสุขภาวะที่ดีทั้งกาย ใจ และสังคม วันนี้ เราจึงได้เชิญตัวแทนคนรุ่นใหม่ 2 ท่าน มาร่วมถ่ายทอดมุมมอง ความท้าทาย และข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างเพื่อส่งเสียงถึงสังคมร่วมกัน

 

เสียงสะท้อนจากนักเรียนกฎหมาย: สังคมต้องมี "เบาะรองรับ" ให้กล้าทดลองและทำตามฝัน

พีรวัฒน์ อารีรุ่งเรือง (First Jobber – นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ปัจจุบันผมเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหลือเวลาอีกประมาณ 5–6 เดือนก็จะจบการศึกษา ในทางปฏิบัติของนักเรียนกฎหมาย การสอบใบอนุญาตว่าความ (ตั๋วทนาย) และการสอบเนติบัณฑิตถือเป็นเส้นทางมาตรฐาน แม้การสอบใบอนุญาตว่าความจะเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจทำเพื่อเป็นหลักประกันชีวิตและตอบสนองความคาดหวังของครอบครัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมตั้งใจจะยึดอาชีพทนายความในสำนักงานกฎหมายเป็นเป้าหมายหลัก จากประสบการณ์ที่ได้ไปฝึกงานในสำนักงานกฎหมาย (Law Firm) ทำให้ผมได้คำตอบที่ชัดเจนกับตัวเองว่า เส้นทางนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบและคงไม่ได้เลือกทำในอนาคตอย่างแน่นอน

 

ความท้าทายสำคัญที่ผมและเพื่อน ๆ หลายคนเผชิญเหมือนกันคือความรู้สึก 'ยังไม่อยากจบ' เพราะช่วงเวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัย มีวิชาเลือกเฉพาะทางที่น่าสนใจมากมายแต่มหาวิทยาลัยไม่สามารถเปิดโอกาสให้เราได้ทดลองเรียนรู้ได้ทั้งหมด เมื่อจบออกมา กลายเป็นว่าเราต้องไปลองผิดลองถูกในโลกการทำงานจริง ซึ่งมักเกิดสภาวะเปลี่ยนงานหรือย้ายสายงานบ่อยครั้ง

 

สิ่งที่ผมอยากเสนอเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศของ First Jobber มีดังนี้:

1.เบาะรองรับทางสังคม (Safety Net): สังคมไทยเป็นสังคมที่ล้มไม่ได้ หากล้มแล้วสำหรับบางคนอาจหมายถึงการหมดโอกาสในชีวิต ประเทศนี้จึงจำเป็นต้องมี 'เบาะรองรับ' ทั้งในแง่รัฐสวัสดิการและการศึกษาฟรีที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้โอกาสการศึกษาจำกัดอยู่แค่ผู้มีทรัพยากร

2.ค่าแรงที่เป็นธรรม: สภาพเศรษฐกิจและการกดขี่แรงงานทำให้คนรุ่นใหม่ไม่กล้าลองผิดลองถูก เพราะค่าครองชีพที่ไม่สัมพันธ์กับค่าแรงทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

3.การเปลี่ยนการตั้งคำถามของระบบการศึกษา: ระบบการศึกษาไม่ควรเร่งเค้นถามเด็กตั้งแต่วัยเยาว์ว่า 'โตขึ้นอยากเป็นอะไร' ทั้งที่ระบบยังไม่สามารถเอื้อให้เด็กทำตามความฝันได้จริง แต่ควรสร้างสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ฝันและลงมือทำ

 

เราต้องการเบาะรองรับทางสังคมที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่ได้ลองผิดลองถูก และกล้าทำตามความฝันโดยไม่ถูกทำลายด้วยความกลัวที่จะล้ม สุดท้ายนี้ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวเราไว้คือ ความฝัน เราฝันอยากเห็นประเทศนี้มีรัฐสวัสดิการที่เท่าเทียมและเป็นธรรม เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

เสียงสะท้อนจากนักวิจัยรุ่นใหม่: ปรับบทบาทสถาบัน เสริมทักษะ และดูแลสุขภาวะจิตใจ

รัฐ กาญจนวงศ์ (First Jobber – นักวิจัย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ผมสำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันทำงานเป็นนักวิจัย (Fellow) สัญญาจ้าง 6 เดือน ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ชีวิตที่ผ่านมาของผมผ่านการประณีประนอมกับครอบครัวมาตลอด เนื่องจากพื้นฐานทางบ้านไม่ได้มั่นคง พ่ออยากให้รับราชการ ส่วนผมอยากทำสื่อหรืองานวิชาการ การเรียนตลอด 4 ปีต้องกู้ยืม กยศ. และทุนการศึกษา การเลือกเรียนรัฐศาสตร์จึงเป็นจุดประณีประนอมที่ลงตัวที่สุด หลังจบการศึกษา แม้พ่อจะปลดล็อกให้เลือกเส้นทางชีวิตเองได้มากขึ้น แต่ผมยังมีพันธะเรื่องการเกณฑ์ทหารในปีหน้า ซึ่งตั้งใจว่าจะสมัครทหาร 6 เดือน แล้วจึงเตรียมสอบรับราชการ ควบคู่กับการทำงานวิชาการหรือเป็นนักวิชาการอิสระต่อไป

 

จากประสบการณ์การเป็น First Jobber ที่ย้ายมาจากต่างจังหวัด (สงขลา) เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ผมพบความท้าทายทั้งเรื่องค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าอาหารที่ Overprice ค่าเดินทาง รวมถึงสภาวะ 'เป้าหมายชีวิตที่ไหลไปตามโอกาส' วุฒิการศึกษาทำให้เส้นทางชีวิตเริ่มถูกสโคปแคบลง ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูงแบบ K-shaped recovery ทำให้คนรุ่นใหม่ไร้เบาะรองรับและล้มไม่ได้เช่นกัน

 

ข้อเสนอเชิงโครงสร้างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต First Jobber ที่ผมอยากฝากไว้ ได้แก่:

1.การมองงานแบบ Skill-based Organization & Continuous Up-skill: โลกการทำงานเปลี่ยนเป็น Skill-based และมีความผันผวนสูง รัฐต้องสนับสนุนการ Up-skill ตลอดชีวิต โลกปัจจุบันมี Remote Work และ AI เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างอย่างรวดเร็ว รัฐบาลควรมีนโยบายสนับสนุนการ Up-skill / Re-skill ฟรีตลอดชีวิตแก่ประชาชนตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับโมเดลในประเทศสิงคโปร์

2.การปรับบทบาทของมหาวิทยาลัย: ฝ่ายแนะแนวหรือวิเทศสัมพันธ์ในมหาวิทยาลัยต้องไม่ทำหน้าที่เป็นเพียง 'Notice Board' ที่ประกาศแจ้งข่าวสารการรับสมัครงานเท่านั้น แต่ต้องขยับบทบาทไปเป็น 'Consultant' เชิงลึก ที่ช่วยนักศึกษาปั้นโปรไฟล์และแนะนำทักษะที่จำเป็นก่อนจบการศึกษา

3.การดูแลสุขภาวะทางจิตใจ (Mental Health): สภาพสังคมที่มุ่งเน้นแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างแรงกดดันสูงมากต่อจิตใจของคนรุ่นใหม่ สังคมควรมีศูนย์ปรึกษาทางจิตใจที่เข้าถึงได้ง่ายและฟรีอย่างแพร่หลาย

4.การรักษาสมดุลชีวิตดิจิทัลและการปฏิสัมพันธ์: แม้การทำงานออนไลน์จะให้พื้นที่ส่วนตัว แต่ควรมีการรักษาสมดุลกับการเข้าออฟฟิศเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ รวมถึงการรณรงค์จำกัดการใช้ Social Media หรือโทรศัพท์มือถือในโรงเรียนอย่างจริงจัง เพื่อคืนเสรีภาพทางความคิดและสร้างการปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างคนในสังคม

 

แม้โลกการทำงานจะไม่เป็นเส้นตรงเหมือนในอดีต แต่เรายังคงหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยความฝัน มหาวิทยาลัยต้องปรับบทบาท และต้องไม่ลืมดูแลสุขภาวะทางจิตใจ เพื่อมุ่งหวังให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่ไปกับจิตใจที่แข็งแกร่ง

 

บทสรุปและการร่วมขับเคลื่อนเชิงนโยบาย

มินนา นึ่งราวี จากการแลกเปลี่ยนของทั้งสองท่าน เห็นได้ชัดว่าการยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของ First Jobber ไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ต้องขวนขวายเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ในการเอื้ออำนวยและพัฒนา 'ทุนมนุษย์' ของประเทศให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและมีศักดิ์ศรี

 

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมติดตามและแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ในงาน สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ณ IMPACT เมืองทองธานี เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดีและมีความสุขไปด้วยกัน






 22 ตุลาคม 2569