“พรุควนเคร็งกับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ “ไฟไหม้ซ้ำ–พื้นที่ทับซ้อน–ปาล์มน้ำมัน” ถึงเวลาฟังเสียงคนใน”
“พรุควนเคร็งกับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
“ไฟไหม้ซ้ำ–พื้นที่ทับซ้อน–ปาล์มน้ำมัน” ถึงเวลาฟังเสียงคนใน”
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 เวทีฟังเสียงคนใน กรณีไฟป่าพรุควนเคร็ง อบต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช
“พรุควนเคร็ง” ไม่ได้กำลังเผชิญเพียงปัญหาไฟป่า
แต่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน เขตอนุรักษ์
กฎหมายหลายฉบับ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชน
เวทีฟังเสียงคนใน กรณีไฟป่าพรุควนเคร็ง
เมื่อวันที่ 27
กันยายน 2569 ณ
ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
จัดโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลชะอวด
ได้มีประเด็นคำถามในเวทีว่า
“ใครเป็นคนจุดไฟ” แต่ตั้งคำถามไปถึงต้นเหตุที่ทำให้ไฟสามารถเกิดซ้ำและสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง
พรุควนเคร็งใหญ่แค่ไหน?
ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราชระบุว่า ป่าพรุควนเคร็งมีพื้นที่รวมประมาณ
250,883
ไร่ ครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่ ร่อนพิบูลย์ เฉลิมพระเกียรติ เชียรใหญ่ ชะอวด และหัวไทร
ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ
สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 221,385
ไร่ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของกรมป่าไม้ 27,501 ไร่ และพื้นที่มูลนิธิชัยพัฒนา 1,997 ไร่
ทำให้พรุควนเคร็งเป็นผืนป่าพรุขนาดใหญ่ที่มีหน่วยงานและสถานะทางกฎหมายเกี่ยวข้องหลายส่วน
(นครศรีธรรมราช)
ลักษณะพื้นที่ยังไม่ได้มีเฉพาะ
“ป่า” หากแต่มีชุมชน นาข้าว พื้นที่เกษตร ปาล์มน้ำมัน และพื้นที่ ส.ป.ก.
อยู่โดยรอบและบางส่วนอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย
จึงเกิดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ
ไฟไหม้ไม่ใช่เรื่องใหม่
และเกิดซ้ำมาหลายสิบปี


ข้อมูลสถิติการเกิดไฟไหม้บริเวณพรุควนเคร็งที่รวบรวมไว้ถึงปี
2563
สะท้อนว่าไฟป่าเกิดขึ้นซ้ำเป็นระยะ เช่น
- พ.ศ.
2541 เสียหายประมาณ 16,000 ไร่
- พ.ศ.
2548 เสียหายประมาณ 4,084 ไร่
- พ.ศ.
2553 เกิดไฟ 330 ครั้ง เสียหาย 19,095 ไร่
- พ.ศ.
2555 เกิดไฟ 120 ครั้ง เสียหายประมาณ 11,875 ไร่
- พ.ศ.
2559 เกิดไฟ 117 ครั้ง เสียหาย 11,742 ไร่
- พ.ศ.
2562 เป็นอีกปีวิกฤต มีรายงานสถิติจากภาครัฐถึง 106 ครั้ง
และพื้นที่เสียหายกว่า 16,000 ไร่
- พ.ศ.
2563 เกิดไฟ 12 ครั้ง เสียหาย 233 ไร่ (AnyFlip)
ตัวเลขบางช่วงแตกต่างกันตามวิธีการนับและขอบเขตพื้นที่ที่แต่ละหน่วยงานใช้
เช่น รายงานข่าวในปี 2555
ระบุพื้นที่เสียหายเกือบ 10,000 ไร่
ขณะที่เอกสารสรุปข้อมูลอีกชุดระบุประมาณ 11,875–12,000 ไร่
จึงควรใช้ฐานข้อมูล GIS เดียวกันในการสรุปตัวเลขทางการ (Thai PBS)
ปี
2562
บทเรียนครั้งใหญ่ของพรุควนเคร็ง
ปี
2562
ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดของพรุควนเคร็ง
โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราชระบุว่าเกิดไฟ 106 ครั้ง พื้นที่เสียหายกว่า 16,000 ไร่ ขณะที่รายงานข่าวในช่วงสถานการณ์ระบุว่ามีประชาชนหลายพันคนได้รับผลกระทบจากหมอกควัน
(นครศรีธรรมราช)
ขณะเดียวกัน
การตรวจสอบในเวลานั้นพบจุดความร้อนจำนวนมากทั้งในพื้นที่เกษตรกรรม
พื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวน และเจ้าหน้าที่บางส่วนระบุข้อสันนิษฐานเรื่องการลักลอบเผาเพื่อหาของป่าหรือขยายพื้นที่เกษตร
แต่ประเด็น “ใครเป็นผู้จุดไฟ” ต้องแยกออกจากปัญหาเชิงโครงสร้างของพื้นที่ (Thai PBS)
เพราะแม้จับคนจุดไฟได้
แต่หากพื้นที่ยังแห้ง น้ำในพรุยังไม่เพียงพอ และการใช้ประโยชน์ที่ดินยังมีข้อพิพาท
ปัญหาไฟป่าก็มีโอกาสกลับมาอีก
2569
ไฟกลับมาอีกครั้ง เสียหายกว่า 1,500 ไร่
สถานการณ์ล่าสุดในปี
2569
เกิดไฟป่าพรุควนเคร็งระหว่างวันที่ 13–17 สิงหาคม
2569 โดยกรมอุทยานฯ
ประเมินพื้นที่เสียหายเบื้องต้นประมาณ 1,527 ไร่ และต้องจัดจุดเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมงถึง 7 จุด เพื่อป้องกันไฟใต้ดินปะทุซ้ำ (ข่าว DNP)
ก่อนหน้านั้น
เจ้าหน้าที่รายงานว่าไฟเกิดขึ้นหลายจุด โดยพื้นที่เสียหายเบื้องต้นกว่า 120 ไร่ และต่อมาพบจุดไฟเพิ่มเติมอีก 3 จุด
ประเมินเพิ่มประมาณ 30 ไร่ (ข่าว DNP)

ที่สำคัญคือ
ไฟในพรุไม่เหมือนไฟป่าทั่วไป เพราะเชื้อเพลิงสามารถคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวดินจากซากพืชและอินทรียวัตถุ
เมื่อสภาพอากาศแห้งและมีลม ไฟสามารถปะทุขึ้นใหม่ได้ แม้ผิวดินจะดูเหมือนดับแล้วก็ตาม
(อีโป14)
ปัญหาไม่ได้มีแค่
“คนเผา”
ข้อมูลของภาครัฐชี้ให้เห็นปัจจัยหลายด้าน
ทั้ง ฝนทิ้งช่วง อากาศร้อน ระดับน้ำในพรุลดลง การระเหย
และการใช้น้ำเพื่อการเกษตร ทำให้ชั้นอินทรียวัตถุแห้งและกลายเป็นเชื้อเพลิง (นครศรีธรรมราช)
อีกด้านหนึ่งคือปัญหาการใช้ที่ดินและการบุกรุก
หลังเหตุไฟปี
2569
กรมอุทยานฯ
รายงานการตรวจพบแปลงที่สงสัยว่าบุกรุกใหม่เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันหลายแปลง
และต่อมามีการตรวจยึดพื้นที่รวมกว่า 42 ไร่ในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าทับซ้อนเขตอนุรักษ์และป่าสงวน
โดยบางแปลงพบการขุดยกร่องและปลูกปาล์มน้ำมัน (JS100)
ประเด็นนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสอบเป็นรายแปลง
ไม่ควรเหมารวมว่าพื้นที่ปาล์มน้ำมันทุกแปลงเป็นการบุกรุก เพราะ การมีเอกสารสิทธิ์หรือการอ้างสิทธิ์ครอบครอง
กับสถานะทางกฎหมายของพื้นที่อนุรักษ์
เป็นคนละประเด็นที่ต้องตรวจสอบด้วยหลักฐานแผนที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กรณี
“สวนปาล์มกว่า 100
ไร่” กลางพรุ ต้องตรวจสอบให้ชัด
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกในเวทีวันที่
27
กันยายน คือการตรวจพบพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันขนาดกว่า 100 ไร่กลางพื้นที่พรุ และมีการระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีโฉนด
โดยมีการสำรวจทางอากาศในช่วงเหตุการณ์ไฟป่า
ประเด็นนี้ไม่ควรจบลงด้วยคำถามว่า
“มีโฉนดหรือไม่มีโฉนด” เท่านั้น แต่ควรตอบให้ได้ว่า
โฉนดออกเมื่อใด? ออกโดยอาศัยหลักฐานอะไร? ตำแหน่งอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับแนวเขตป่าเดิม?
อยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหรือไม่? อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่?
มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเมื่อใด? และมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ที่เกิดไฟหรือไม่?
คำตอบเหล่านี้ต้องอาศัยข้อมูลจากสำนักงานที่ดิน
กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ฝ่ายปกครอง และข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ/ดาวเทียมชุดเดียวกัน
แล้วรัฐทำอะไรไปแล้ว?
ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
หน่วยงานรัฐมีมาตรการหลายด้าน ไม่ได้ปล่อยพื้นที่โดยไม่มีการดำเนินการ
ในปี
2568
จังหวัดนครศรีธรรมราชกำหนดการจัดการพรุเป็น 3 โซน
มีทั้งการจัดชุดเฝ้าระวัง จุดเสี่ยง การสำรวจจุดเจาะบ่อบาดาล การทำแนวกันไฟ
การปิดทำนบเพื่อรักษาน้ำ และการจัดหาแหล่งน้ำสำรอง โดยมีการกล่าวถึงทำนบประมาณ 40
แห่ง (นครศรีธรรมราช)
ปี
2569
มีการเตรียมการล่วงหน้าร่วมกันถึง 12 หน่วยงาน
ใช้ทั้งกำลังภาคพื้นดิน โดรน และระบบเฝ้าระวังจุดความร้อน
พร้อมประสานหน่วยงานด้านน้ำ ทหาร ฝ่ายปกครอง และท้องถิ่น (ข่าว DNP)
เมื่อเกิดไฟในเดือนสิงหาคม
2569
มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ใช้เฮลิคอปเตอร์
สนับสนุนรถน้ำและกำลังจากหลายหน่วยงาน
และหลังควบคุมเพลิงได้มีการตั้งจุดเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
(ข่าว DNP)
ด้านการบุกรุก
กรมอุทยานฯ ยังสั่งตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัย ดำเนินคดี
และตรวจยึดพื้นที่ที่พบหลักฐานการบุกรุก โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน (ข่าว DNP)
แต่คำถามสำคัญคือ
“ทำไมไฟยังเกิดซ้ำ?”
นี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของพรุควนเคร็ง
เพราะมาตรการที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นมาตรการ
รับมือกับไฟ แต่โจทย์ระยะยาวคือการจัดการ ต้นเหตุของไฟและความขัดแย้งเรื่องพื้นที่
พรุควนเคร็งมีทั้งพื้นที่อนุรักษ์
ป่าสงวน พื้นที่เกษตรกรรม ชุมชน พื้นที่ ส.ป.ก.
และพื้นที่ที่ประชาชนอ้างสิทธิ์หรือมีเอกสารสิทธิ์ จึงเกิดคำถามว่า
“ใครมีอำนาจจัดการพื้นที่ไหน” และ “กฎหมายฉบับใดใช้กับพื้นที่ใด”
นี่คือเหตุผลที่ข้อสรุปจากเวทีฟังเสียงคนในวันที่
27
กันยายนมีความสำคัญ เพราะเสนอให้ สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีกลาง
เพื่อรวบรวมข้อมูลและนำไปสู่ทางออกของปัญหาที่ซับซ้อนทางกฎหมาย
ทางออกไม่ควรมีเพียง
“ดับไฟ”
รัฐ ควรทำ 5 เรื่องให้ชัดเจน
1.
ทำแผนที่พรุควนเคร็งฉบับเดียว
รวมแนวเขตป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน ส.ป.ก. ที่ดินมีเอกสารสิทธิ์
ที่ดินทำกิน ชุมชน และพื้นที่บุกรุกให้อยู่บนฐานข้อมูล GIS เดียวกัน
2.
ตรวจสอบที่ดินและโฉนดที่เป็นข้อพิพาทอย่างโปร่งใส
โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรหรือสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่กลางหรือประชิดพื้นที่พรุ
ต้องตรวจสอบประวัติการออกเอกสารสิทธิ์และแนวเขตย้อนหลัง
3.
จัดการน้ำก่อนถึงฤดูไฟ
เพราะการดับไฟปลายเหตุใช้ทรัพยากรจำนวนมาก
ขณะที่การรักษาระดับน้ำในพรุให้เหมาะสมสามารถลดโอกาสที่อินทรียวัตถุจะแห้งและกลายเป็นเชื้อเพลิง
4.
ใช้ชุมชนเป็นหุ้นส่วน
ไม่ใช่เพียงผู้รับคำสั่ง
คนในพื้นที่รู้เส้นทาง รู้จุดเสี่ยง
และรู้พฤติกรรมการใช้ประโยชน์พื้นที่มากที่สุด จึงควรมีระบบแจ้งเหตุ เฝ้าระวัง
และบริหารพื้นที่ร่วมกับรัฐอย่างเป็นทางการ
5.
เปิดข้อมูลการตรวจสอบต่อสาธารณะ
เมื่อเกิดไฟ ควรเปิดเผยตำแหน่งจุดเกิดเหตุ พื้นที่เสียหาย
สาเหตุที่อยู่ระหว่างสอบสวน ผลการตรวจที่ดิน และความคืบหน้าคดี
เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

ส่วนชุมชน ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน
ทั้งการไม่เผาป่า การแจ้งเหตุทันที การร่วมเฝ้าระวัง
และการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการพื้นที่ผ่านสภาองค์กรชุมชนตำบล
จาก
“เวทีฟังเสียงคนใน” สู่ “เวทีหาทางออกร่วมกัน”
พรุควนเคร็งอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
เพราะปัญหานี้เชื่อมโยงตั้งแต่ ไฟ น้ำ ป่า ที่ดิน กฎหมาย อาชีพ
และสิทธิของชุมชน
บทเรียนจากไฟไหม้หลายครั้งในอดีต
โดยเฉพาะปี 2553
ปี 2555 ปี 2559 และปี 2562
จนถึงเหตุการณ์กว่า 1,500 ไร่ในปี 2569
สะท้อนว่า การดับไฟแต่ละครั้งอาจทำให้สถานการณ์สงบลง
แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาถูกแก้แล้ว
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“ใครเป็นคนเผา?”
แต่ต้องถามต่อว่า
“อะไรทำให้พรุแห้ง?”
“ใครใช้น้ำและจัดการน้ำอย่างไร?”
“พื้นที่ไหนเป็นป่า พื้นที่ไหนเป็นที่ทำกิน?”
“เอกสารสิทธิ์แต่ละแปลงมีที่มาอย่างไร?”
“กฎหมายหลายฉบับจะอยู่ร่วมกันอย่างไร?”
และที่สำคัญที่สุด —
“คนในพื้นที่จะมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพรุควนเคร็งได้อย่างไร?”
หากคำถามเหล่านี้ถูกนำเข้าสู่ สภาองค์กรชุมชนตำบล
และมีหน่วยงานรัฐทุกฝ่ายเข้ามาเปิดข้อมูลร่วมกัน
เวทีฟังเสียงคนในก็อาจเปลี่ยนจากเวทีสะท้อนปัญหา ไปสู่ เวทีจัดทำข้อตกลงร่วมเพื่อรักษาพรุควนเคร็ง
ให้เป็นทั้งพื้นที่อนุรักษ์ แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ
และพื้นที่ดำรงชีวิตของคนในชุมชนได้ในระยะยาว
เพราะพรุควนเคร็งไม่ได้เป็นเพียง
“ป่า” แต่เป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกับชีวิต เศรษฐกิจ
และความมั่นคงของผู้คนทั้งลุ่มน้ำ



