ฝนหนัก–น้ำท่วมกรุงฯ สัญญาณเตือน “ภูมิอากาศเปลี่ยน” หรือไม่? จากเอลนีโญสู่ภัยพิบัติ ไทยต้องเตรียมรับมือทั้งน้ำท่วม–น้ำแล้ง

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

ฝนหนัก–น้ำท่วมกรุงฯ สัญญาณเตือน “ภูมิอากาศเปลี่ยน” หรือไม่? จากเอลนีโญสู่ภัยพิบัติ ไทยต้องเตรียมรับมือทั้งน้ำท่วม–น้ำแล้ง

        สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ของประเทศไทยในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 กำลังกลับมาเป็นคำถามสำคัญว่า ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กำลังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างไร และประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องรับมือกับ “ภัยพิบัติหลายรูปแบบ” พร้อมกันหรือไม่

       กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ระหว่างวันที่ 21–27 กันยายน 2569 ประเทศไทยมีฝนตกหนาแน่นเกือบตลอดสัปดาห์ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ และเกิดน้ำท่วมต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 25–27 กันยายน ขณะที่สถานีโรงเรียนคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร วัดปริมาณฝนสะสมได้ถึง 230.5 มิลลิเมตรในวันที่ 25 กันยายน (กรมการจัดหางาน)

กรมอุตุนิยมวิทยาระบุด้วยว่า ปัจจัยสำคัญในช่วงดังกล่าวมาจาก หย่อมความกดอากาศต่ำที่เคลื่อนเข้าสู่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ ประกอบกับร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น ทำให้เกิดฝนหนักถึงหนักมากในหลายภูมิภาค (กรมการจัดหางาน)

        ดังนั้น หากถามว่า “น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้เกิดจากเอลนีโญโดยตรงหรือไม่” คำตอบจำเป็นต้องแยกให้ออกว่า เอลนีโญเป็นปัจจัยภูมิอากาศขนาดใหญ่ แต่ไม่ควรสรุปว่าฝนตกหนักครั้งใดครั้งหนึ่งเกิดจากเอลนีโญเพียงสาเหตุเดียว เพราะระบบฝนในแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับร่องมรสุม มรสุม พายุ หย่อมความกดอากาศต่ำ ลักษณะภูมิประเทศ และระบบระบายน้ำในเมืองด้วย

 

         WMO (องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก) เตือนเอลนีโญกำลังแรงขึ้น แต่คำว่า “Super El Niño” ไม่ใช่ศัพท์ทางการ

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า เอลนีโญได้เกิดขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน และมีแนวโน้ม ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแบบจำลองชี้ถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงมากในช่วงปี 2569–2570 และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่ของโลก (WMO)

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ควรทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินข้อมูลจริง เพราะ WMO ไม่ได้ใช้คำว่า “Super El Niño” เป็นการจัดระดับอย่างเป็นทางการ แต่ใช้การจำแนกระดับ เช่น อ่อน ปานกลาง รุนแรง และรุนแรงมาก ดังนั้นคำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ปรากฏในข่าวและการสื่อสารสาธารณะ ควรถือเป็นคำอธิบายเชิงสื่อสารมากกว่าชื่อระดับทางวิทยาศาสตร์ของ WMO (WMO)

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยเองได้เตรียมรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว โดยมีการกล่าวถึงการคาดการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 และสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง รวมถึงผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน (ไทย Gobierno)

“เอลนีโญ” อาจไม่ได้แปลว่าไทยจะมีแต่น้ำแล้ง

เรื่องนี้ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลว่า ประเด็นที่น่าจับตามองคือ หลายคนเข้าใจว่าเอลนีโญหมายถึง “อากาศร้อนและแล้ง” เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบของเอลนีโญแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ฤดูกาล และปัจจัยภูมิอากาศอื่นที่เข้ามาประกอบ

WMO เองเตือนว่า แม้เอลนีโญจะมีอิทธิพลต่อรูปแบบอุณหภูมิและฝนทั่วโลก แต่ผลกระทบไม่ได้เหมือนกันทุกพื้นที่ และเหตุการณ์ฝนสุดขั้วสามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยหลายตัวร่วมกัน (WMO)

ประเทศไทยจึงอาจต้องเผชิญกับ “ความสุดขั้วสองด้าน”

ฝนหนัก  น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม

ในบางช่วง

ฝนน้อย + อากาศร้อน  น้ำต้นทุนลด ภัยแล้ง ผลผลิตเกษตรเสียหาย

และในบางพื้นที่อาจเกิดสถานการณ์ น้ำท่วมก่อน แล้วตามด้วยช่วงแล้ง ได้หากรูปแบบฝนเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

 

กรุงเทพฯ กำลังเผชิญโจทย์ใหม่ “ฝนตกไม่กี่ชั่วโมง แต่ระบบรับไม่ทัน”

       กรณีน้ำท่วมกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายนจึงไม่ควรมองเฉพาะว่า “ฝนตกมาก” เท่านั้น แต่ควรมองไปถึง ความสามารถของเมืองในการรองรับฝนที่ตกลงมาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

เมื่อฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ น้ำจำนวนมากจะไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำพร้อมกัน หากปริมาณน้ำมากกว่าความสามารถในการระบาย ย่อมเกิดน้ำท่วมขังได้ แม้ไม่ได้เกิดน้ำเหนือขนาดใหญ่เหมือนมหาอุทกภัยปี 2554

ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาที่พบว่า กรุงเทพฯ มีฝนมากกว่า 90% ของพื้นที่เกือบตลอดสัปดาห์ และมีฝนหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ จึงสะท้อนว่า โจทย์ของกรุงเทพฯ ในอนาคตอาจไม่ได้มีเพียง “น้ำเหนือ” แต่รวมถึงฝนตกหนักในพื้นที่เมืองเองด้วย (กรมการจัดหางาน)

ผลกระทบจึงขยายไปถึง

  • การจราจรและระบบขนส่ง
  • โรงเรียนและสถานศึกษา
  • โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุข
  • ร้านค้าและธุรกิจรายย่อย
  • ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค
  • นิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่การผลิต
  • บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินและรายได้ของประชาชน

ภาคใต้ต้องจับตา “ฝนหนัก + น้ำป่า + น้ำทะเลหนุน” พร้อมกัน

      สำหรับภาคใต้ สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะมีทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน รวมถึงพื้นที่ภูเขา เมืองชายฝั่ง และพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่

ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งทำงานด้านการจำลองสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการมองภัยน้ำท่วมในระดับพื้นที่ โดยมีการทดสอบแบบจำลองน้ำท่วมเมืองสงขลาในกรณีฝนตกหนักต่อเนื่องจนมีฝนสะสมถึง 500 มิลลิเมตร และเตรียมเชื่อมโยงแบบจำลองเข้ากับข้อมูลน้ำทะเลหนุน เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำท่วมให้ละเอียดมากขึ้น (ฮิตยะไอเฟกซ์)

ประเด็นนี้มีความสำคัญกับภาคใต้ เพราะในอนาคตความเสี่ยงอาจไม่ได้มาจาก “ฝนตกหนัก” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเกิด หลายปัจจัยพร้อมกัน เช่น

ฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ + น้ำไหลลงเมือง + ระบบระบายจำกัด + น้ำทะเลหนุน

หากเกิดพร้อมกัน น้ำจะระบายออกทะเลได้ช้าลง และอาจทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนเมืองได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เมืองสำคัญของภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ปัตตานี และพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ จำเป็นต้องมีข้อมูลระดับชุมชนประกอบกับข้อมูลสภาพอากาศ ไม่ใช่พึ่งเพียงการพยากรณ์ระดับจังหวัด

จาก “การพยากรณ์” สู่ “การเตือนภัยให้คนอพยพได้ทัน”

ประสบการณ์ของ ผู้ใหญ่โกเมศธ์ ทองบุญชู เครือข่ายต้นแบบการเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ตำบลเกาะขัน ซึ่งเป็นทีมอาสาสมัครจากภาคใต้และมีประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย สะท้อนอีกมิติหนึ่งว่า ข้อมูลพยากรณ์ที่ดีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจของชุมชนได้ทันเวลา

ในสถานการณ์ภัยพิบัติ สิ่งที่ประชาชนต้องรู้ไม่ใช่เพียงว่า

“พรุ่งนี้ฝนจะตกกี่เปอร์เซ็นต์”แต่ต้องรู้ว่า

ฝนตกตรงไหน  น้ำจะไหลไปทางไหน จุดใดจะท่วมก่อน  ระดับน้ำจะสูงประมาณเท่าไร  ใครต้องเตรียมตัว  ต้องอพยพเมื่อใด  จะไปที่ไหน

นี่คือช่องว่างระหว่าง “การพยากรณ์อากาศ” กับ “ระบบเตือนภัยที่นำไปใช้ได้จริง”

ผลกระทบต่อประเทศไทยอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องน้ำ

 

หากเอลนีโญมีความรุนแรงตามที่หลายหน่วยงานกำลังเฝ้าระวัง ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือหลายด้านพร้อมกัน

1. ภาคเกษตร

ฝนทิ้งช่วงและอุณหภูมิสูงสามารถกระทบข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ขณะที่ฝนตกหนักฉับพลันก็สามารถสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและพื้นที่เพาะปลูกได้

2. น้ำอุปโภคบริโภค

หากปริมาณฝนต่ำกว่าปกติในบางช่วง น้ำต้นทุนในเขื่อนและแหล่งน้ำธรรมชาติอาจลดลง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในช่วงอากาศร้อน

3. เศรษฐกิจ

น้ำท่วมเมืองเพียงไม่กี่วันสามารถกระทบการเดินทาง การค้าขาย การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ภัยแล้งอาจกระทบภาคเกษตรและต้นทุนการผลิต

4. สุขภาพประชาชน

อากาศร้อนจัดและสภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มเปราะบาง ขณะที่หลังน้ำลดอาจเกิดปัญหาสุขาภิบาล น้ำเสีย และโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำและสิ่งแวดล้อม

5. การท่องเที่ยว

ภาคใต้ซึ่งพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง ต้องจับตาทั้งฝนหนัก คลื่นลมแรง น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม เพราะมีผลโดยตรงต่อการเดินทางและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

6. เมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

เมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วอาจมีพื้นที่ซึมน้ำลดลง ขณะที่ถนน อาคาร และสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น ทำให้เมื่อฝนตกหนัก น้ำไหลบ่ารวมกันอย่างรวดเร็ว

บทเรียนสำคัญจากกรุงเทพฯ สู่ภาคใต้

สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในเดือนกันยายน 2569 จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็น “เหตุการณ์ฝนตกหนักครั้งหนึ่ง” แต่ควรใช้เป็นกรณีศึกษาในการทบทวนระบบรับมือภัยพิบัติของประเทศไทย

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือจากการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงช่วยเหลือ ไปสู่ระบบ

“รู้เร็ว – เตือนเร็ว – เตรียมเร็ว – อพยพเร็ว – ฟื้นฟูเร็ว”

โดยเฉพาะในภาคใต้ ควรนำข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา + แบบจำลองน้ำ + ข้อมูลระดับน้ำ + ข้อมูลน้ำทะเลหนุน + เครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ มาทำงานร่วมกัน

เพราะในอนาคตภัยพิบัติอาจไม่ได้มาในรูปแบบเดิมอีกต่อไป

วันนี้อาจเป็นน้ำท่วม
พรุ่งนี้อาจเป็นภัยแล้ง
เดือนถัดไปอาจเป็นคลื่นความร้อน
และบางพื้นที่อาจต้องรับมือหลายภัยในช่วงเวลาเดียวกัน

สรุป : คำถามสำคัญไม่ใช่ “จะท่วมอีกหรือไม่” แต่คือ “เราพร้อมแค่ไหน”

ข้อมูลของ WMO ชี้ว่าเอลนีโญกำลังทวีความรุนแรง และมีความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่ของโลก แต่การเชื่อมโยงเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใดครั้งหนึ่งกับเอลนีโญโดยตรงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาในช่วงเวลานั้นร่วมด้วย (WMO)

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายจึงอยู่ที่การเตรียมพร้อมรับ “ความสุดขั้วของสภาพอากาศ” มากกว่าการรอรับมือกับภัยชนิดใดชนิดหนึ่ง

          และสำหรับภาคใต้ บทเรียนจากพื้นที่ที่มีการพัฒนาแบบจำลองน้ำท่วม เช่น งานของ ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ รวมถึงประสบการณ์ของเครือข่ายอาสาสมัครอย่าง ผู้ใหญ่โกเมศธ์ ทองบุญชู ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการนำข้อมูลวิทยาศาสตร์มาประกบกับความรู้และศักยภาพของคนในพื้นที่ เพื่อให้การเตือนภัยไม่ได้จบอยู่ที่หน้าจอ แต่สามารถนำไปสู่การตัดสินใจและการช่วยชีวิตคนได้จริง (ฮิตยะไอเฟกซ์)

เพราะเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว ระบบเตือนภัยและการเตรียมตัวของสังคมก็ต้องเร็วกว่าเดิม

 14 ตุลาคม 2569