ฝนหนัก–น้ำท่วมกรุงฯ สัญญาณเตือน “ภูมิอากาศเปลี่ยน” หรือไม่? จากเอลนีโญสู่ภัยพิบัติ ไทยต้องเตรียมรับมือทั้งน้ำท่วม–น้ำแล้ง
ฝนหนัก–น้ำท่วมกรุงฯ
สัญญาณเตือน “ภูมิอากาศเปลี่ยน” หรือไม่? จากเอลนีโญสู่ภัยพิบัติ
ไทยต้องเตรียมรับมือทั้งน้ำท่วม–น้ำแล้ง
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ของประเทศไทยในช่วงปลายเดือนกันยายน
2569
กำลังกลับมาเป็นคำถามสำคัญว่า ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
กำลังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างไร
และประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องรับมือกับ “ภัยพิบัติหลายรูปแบบ”
พร้อมกันหรือไม่
กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ระหว่างวันที่ 21–27 กันยายน 2569 ประเทศไทยมีฝนตกหนาแน่นเกือบตลอดสัปดาห์
โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่
และเกิดน้ำท่วมต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 25–27 กันยายน
ขณะที่สถานีโรงเรียนคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร วัดปริมาณฝนสะสมได้ถึง 230.5
มิลลิเมตรในวันที่ 25 กันยายน (กรมการจัดหางาน)
กรมอุตุนิยมวิทยาระบุด้วยว่า
ปัจจัยสำคัญในช่วงดังกล่าวมาจาก หย่อมความกดอากาศต่ำที่เคลื่อนเข้าสู่ภาคกลาง
รวมถึงกรุงเทพฯ ประกอบกับร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น ทำให้เกิดฝนหนักถึงหนักมากในหลายภูมิภาค
(กรมการจัดหางาน)
ดังนั้น หากถามว่า “น้ำท่วมกรุงเทพฯ
ครั้งนี้เกิดจากเอลนีโญโดยตรงหรือไม่” คำตอบจำเป็นต้องแยกให้ออกว่า
เอลนีโญเป็นปัจจัยภูมิอากาศขนาดใหญ่
แต่ไม่ควรสรุปว่าฝนตกหนักครั้งใดครั้งหนึ่งเกิดจากเอลนีโญเพียงสาเหตุเดียว เพราะระบบฝนในแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับร่องมรสุม
มรสุม พายุ หย่อมความกดอากาศต่ำ ลักษณะภูมิประเทศ และระบบระบายน้ำในเมืองด้วย


WMO (องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก)
เตือนเอลนีโญกำลังแรงขึ้น แต่คำว่า “Super El Niño” ไม่ใช่ศัพท์ทางการ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก
หรือ WMO
ระบุว่า เอลนีโญได้เกิดขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน
และมีแนวโน้ม ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแบบจำลองชี้ถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงมากในช่วงปี
2569–2570 และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อน ภัยแล้ง
ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่ของโลก (WMO)
อย่างไรก็ตาม
มีประเด็นสำคัญที่ควรทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินข้อมูลจริง
เพราะ WMO
ไม่ได้ใช้คำว่า “Super El Niño” เป็นการจัดระดับอย่างเป็นทางการ แต่ใช้การจำแนกระดับ
เช่น อ่อน ปานกลาง รุนแรง และรุนแรงมาก ดังนั้นคำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ”
ที่ปรากฏในข่าวและการสื่อสารสาธารณะ
ควรถือเป็นคำอธิบายเชิงสื่อสารมากกว่าชื่อระดับทางวิทยาศาสตร์ของ WMO (WMO)
ขณะเดียวกัน
รัฐบาลไทยเองได้เตรียมรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว โดยมีการกล่าวถึงการคาดการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญช่วงปลายปี
2569
ต่อเนื่องถึงปี 2570 และสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง
รวมถึงผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน (ไทย
Gobierno)
“เอลนีโญ” อาจไม่ได้แปลว่าไทยจะมีแต่น้ำแล้ง
เรื่องนี้
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ได้ให้ข้อมูลว่า ประเด็นที่น่าจับตามองคือ หลายคนเข้าใจว่าเอลนีโญหมายถึง
“อากาศร้อนและแล้ง” เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบของเอลนีโญแตกต่างกันไปตามภูมิภาค
ฤดูกาล และปัจจัยภูมิอากาศอื่นที่เข้ามาประกอบ
WMO
เองเตือนว่า แม้เอลนีโญจะมีอิทธิพลต่อรูปแบบอุณหภูมิและฝนทั่วโลก
แต่ผลกระทบไม่ได้เหมือนกันทุกพื้นที่
และเหตุการณ์ฝนสุดขั้วสามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยหลายตัวร่วมกัน (WMO)
ประเทศไทยจึงอาจต้องเผชิญกับ
“ความสุดขั้วสองด้าน”
ฝนหนัก น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม
ในบางช่วง
ฝนน้อย
+ อากาศร้อน น้ำต้นทุนลด ภัยแล้ง
ผลผลิตเกษตรเสียหาย
และในบางพื้นที่อาจเกิดสถานการณ์
น้ำท่วมก่อน แล้วตามด้วยช่วงแล้ง ได้หากรูปแบบฝนเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

กรุงเทพฯ
กำลังเผชิญโจทย์ใหม่ “ฝนตกไม่กี่ชั่วโมง แต่ระบบรับไม่ทัน”
กรณีน้ำท่วมกรุงเทพฯ
ช่วงปลายเดือนกันยายนจึงไม่ควรมองเฉพาะว่า “ฝนตกมาก” เท่านั้น แต่ควรมองไปถึง ความสามารถของเมืองในการรองรับฝนที่ตกลงมาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
เมื่อฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น
ๆ น้ำจำนวนมากจะไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำพร้อมกัน
หากปริมาณน้ำมากกว่าความสามารถในการระบาย ย่อมเกิดน้ำท่วมขังได้
แม้ไม่ได้เกิดน้ำเหนือขนาดใหญ่เหมือนมหาอุทกภัยปี 2554
ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาที่พบว่า
กรุงเทพฯ มีฝนมากกว่า 90%
ของพื้นที่เกือบตลอดสัปดาห์ และมีฝนหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่
จึงสะท้อนว่า โจทย์ของกรุงเทพฯ ในอนาคตอาจไม่ได้มีเพียง “น้ำเหนือ”
แต่รวมถึงฝนตกหนักในพื้นที่เมืองเองด้วย (กรมการจัดหางาน)
ผลกระทบจึงขยายไปถึง
- การจราจรและระบบขนส่ง
- โรงเรียนและสถานศึกษา
- โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุข
- ร้านค้าและธุรกิจรายย่อย
- ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค
- นิคมอุตสาหกรรมและห่วงโซ่การผลิต
- บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ
- ความเสียหายต่อทรัพย์สินและรายได้ของประชาชน
ภาคใต้ต้องจับตา
“ฝนหนัก + น้ำป่า + น้ำทะเลหนุน” พร้อมกัน
สำหรับภาคใต้ สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น
เพราะมีทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน รวมถึงพื้นที่ภูเขา เมืองชายฝั่ง
และพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่
ผศ.ดร.สมพร
ช่วยอารีย์
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ซึ่งทำงานด้านการจำลองสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติ
ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการมองภัยน้ำท่วมในระดับพื้นที่
โดยมีการทดสอบแบบจำลองน้ำท่วมเมืองสงขลาในกรณีฝนตกหนักต่อเนื่องจนมีฝนสะสมถึง 500 มิลลิเมตร และเตรียมเชื่อมโยงแบบจำลองเข้ากับข้อมูลน้ำทะเลหนุน
เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำท่วมให้ละเอียดมากขึ้น (ฮิตยะไอเฟกซ์)
ประเด็นนี้มีความสำคัญกับภาคใต้
เพราะในอนาคตความเสี่ยงอาจไม่ได้มาจาก “ฝนตกหนัก” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเกิด หลายปัจจัยพร้อมกัน
เช่น
ฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ
+ น้ำไหลลงเมือง + ระบบระบายจำกัด + น้ำทะเลหนุน
หากเกิดพร้อมกัน
น้ำจะระบายออกทะเลได้ช้าลง
และอาจทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนเมืองได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เมืองสำคัญของภาคใต้
เช่น หาดใหญ่ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ปัตตานี และพื้นที่ชายฝั่งอื่น
ๆ จำเป็นต้องมีข้อมูลระดับชุมชนประกอบกับข้อมูลสภาพอากาศ
ไม่ใช่พึ่งเพียงการพยากรณ์ระดับจังหวัด
จาก
“การพยากรณ์” สู่ “การเตือนภัยให้คนอพยพได้ทัน”
ประสบการณ์ของ
ผู้ใหญ่โกเมศธ์ ทองบุญชู เครือข่ายต้นแบบการเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)
ตำบลเกาะขัน ซึ่งเป็นทีมอาสาสมัครจากภาคใต้และมีประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย
สะท้อนอีกมิติหนึ่งว่า ข้อมูลพยากรณ์ที่ดีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจของชุมชนได้ทันเวลา
ในสถานการณ์ภัยพิบัติ
สิ่งที่ประชาชนต้องรู้ไม่ใช่เพียงว่า
“พรุ่งนี้ฝนจะตกกี่เปอร์เซ็นต์”แต่ต้องรู้ว่า
ฝนตกตรงไหน น้ำจะไหลไปทางไหน จุดใดจะท่วมก่อน ระดับน้ำจะสูงประมาณเท่าไร ใครต้องเตรียมตัว ต้องอพยพเมื่อใด จะไปที่ไหน
นี่คือช่องว่างระหว่าง
“การพยากรณ์อากาศ” กับ “ระบบเตือนภัยที่นำไปใช้ได้จริง”
ผลกระทบต่อประเทศไทยอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องน้ำ




หากเอลนีโญมีความรุนแรงตามที่หลายหน่วยงานกำลังเฝ้าระวัง
ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือหลายด้านพร้อมกัน
1.
ภาคเกษตร
ฝนทิ้งช่วงและอุณหภูมิสูงสามารถกระทบข้าว
ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ขณะที่ฝนตกหนักฉับพลันก็สามารถสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและพื้นที่เพาะปลูกได้
2.
น้ำอุปโภคบริโภค
หากปริมาณฝนต่ำกว่าปกติในบางช่วง
น้ำต้นทุนในเขื่อนและแหล่งน้ำธรรมชาติอาจลดลง
ขณะที่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในช่วงอากาศร้อน
3.
เศรษฐกิจ
น้ำท่วมเมืองเพียงไม่กี่วันสามารถกระทบการเดินทาง
การค้าขาย การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน
ขณะที่ภัยแล้งอาจกระทบภาคเกษตรและต้นทุนการผลิต
4.
สุขภาพประชาชน
อากาศร้อนจัดและสภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มเปราะบาง
ขณะที่หลังน้ำลดอาจเกิดปัญหาสุขาภิบาล น้ำเสีย
และโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำและสิ่งแวดล้อม
5.
การท่องเที่ยว
ภาคใต้ซึ่งพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง
ต้องจับตาทั้งฝนหนัก คลื่นลมแรง น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม
เพราะมีผลโดยตรงต่อการเดินทางและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
6.
เมืองและโครงสร้างพื้นฐาน
เมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วอาจมีพื้นที่ซึมน้ำลดลง
ขณะที่ถนน อาคาร และสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น ทำให้เมื่อฝนตกหนัก
น้ำไหลบ่ารวมกันอย่างรวดเร็ว
บทเรียนสำคัญจากกรุงเทพฯ
สู่ภาคใต้
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ
ในเดือนกันยายน 2569
จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็น “เหตุการณ์ฝนตกหนักครั้งหนึ่ง” แต่ควรใช้เป็นกรณีศึกษาในการทบทวนระบบรับมือภัยพิบัติของประเทศไทย
สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือจากการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงช่วยเหลือ
ไปสู่ระบบ
“รู้เร็ว – เตือนเร็ว – เตรียมเร็ว – อพยพเร็ว – ฟื้นฟูเร็ว”
โดยเฉพาะในภาคใต้
ควรนำข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา + แบบจำลองน้ำ + ข้อมูลระดับน้ำ +
ข้อมูลน้ำทะเลหนุน + เครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ มาทำงานร่วมกัน
เพราะในอนาคตภัยพิบัติอาจไม่ได้มาในรูปแบบเดิมอีกต่อไป
วันนี้อาจเป็นน้ำท่วม
พรุ่งนี้อาจเป็นภัยแล้ง
เดือนถัดไปอาจเป็นคลื่นความร้อน
และบางพื้นที่อาจต้องรับมือหลายภัยในช่วงเวลาเดียวกัน
สรุป
: คำถามสำคัญไม่ใช่ “จะท่วมอีกหรือไม่” แต่คือ “เราพร้อมแค่ไหน”
ข้อมูลของ
WMO
ชี้ว่าเอลนีโญกำลังทวีความรุนแรง
และมีความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่ของโลก
แต่การเชื่อมโยงเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ
ครั้งใดครั้งหนึ่งกับเอลนีโญโดยตรงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาในช่วงเวลานั้นร่วมด้วย
(WMO)
สำหรับประเทศไทย
ความท้าทายจึงอยู่ที่การเตรียมพร้อมรับ “ความสุดขั้วของสภาพอากาศ” มากกว่าการรอรับมือกับภัยชนิดใดชนิดหนึ่ง
และสำหรับภาคใต้
บทเรียนจากพื้นที่ที่มีการพัฒนาแบบจำลองน้ำท่วม เช่น งานของ ผศ.ดร.สมพร
ช่วยอารีย์ รวมถึงประสบการณ์ของเครือข่ายอาสาสมัครอย่าง ผู้ใหญ่โกเมศธ์
ทองบุญชู ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการนำข้อมูลวิทยาศาสตร์มาประกบกับความรู้และศักยภาพของคนในพื้นที่
เพื่อให้การเตือนภัยไม่ได้จบอยู่ที่หน้าจอ
แต่สามารถนำไปสู่การตัดสินใจและการช่วยชีวิตคนได้จริง (ฮิตยะไอเฟกซ์)
เพราะเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว
ระบบเตือนภัยและการเตรียมตัวของสังคมก็ต้องเร็วกว่าเดิม

