น้ำท่วม 2569 ต้องระวัง “โรคฉี่หนู” พบผู้ป่วยแล้วกว่า 3,300 ราย แนะ 4 วิธีป้องกัน29 กันยายน 2569
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพ โดยเฉพาะ โรคเลปโตสไปโรสิส หรือโรคไข้ฉี่หนู ซึ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อประชาชนต้องสัมผัสน้ำท่วมขัง ดินโคลน หรือพื้นที่ชื้นแฉะเป็นเวลานาน
ข้อมูลกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 23 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูแล้ว 3,303 ราย เสียชีวิต 46 ราย โดยพบผู้ป่วยมากในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ขณะที่ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม จำนวนผู้ป่วยรายสัปดาห์ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงที่ยังมีฝนตกและน้ำท่วมขัง

น้ำท่วมแบบนี้ ทำไมต้องระวังโรคฉี่หนู?
กรมควบคุมโรคระบุว่า เชื้อก่อโรคฉี่หนูหรือ Leptospira สามารถปนเปื้อนอยู่ในปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ เช่น หนู สุนัข โค กระบือ สุกร แพะ และแกะ เมื่อปัสสาวะของสัตว์ปนเปื้อนลงในน้ำ ดิน หรือโคลน ประชาชนที่สัมผัสสิ่งเหล่านี้จึงมีโอกาสได้รับเชื้อ
เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่าน บาดแผล ผิวหนังที่อ่อนนุ่มจากการแช่น้ำ รวมถึงเยื่อบุตา จมูก และปาก ดังนั้นความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่ต้องเดินลุยน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ต้องเก็บกวาดบ้าน ทำความสะอาดพื้นที่หลังน้ำลด หรือสัมผัสดินโคลนที่เปียกชื้นด้วย

4 วิธีป้องกัน “โรคฉี่หนู” เมื่อต้องลุยน้ำ
1. เลี่ยงการลุยน้ำ ย่ำโคลน หากไม่จำเป็น
หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน โดยเฉพาะน้ำที่มีลักษณะสกปรกหรือพื้นที่ที่มีโคลน
แต่หากมีความจำเป็น เช่น ต้องออกจากบ้าน ทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ควรสวม รองเท้าบู๊ตหรืออุปกรณ์ที่ป้องกันเท้าไม่ให้สัมผัสน้ำโดยตรง
กรมควบคุมโรคระบุว่า หากไม่มีรองเท้าบู๊ต สามารถใช้ถุงพลาสติกสะอาดที่หาได้ในพื้นที่เป็นอุปกรณ์ป้องกันเบื้องต้นได้
2. มีแผลต้องปิดให้มิดชิด
หากมีบาดแผล รอยถลอก หรือแผลที่เท้า ควรทำความสะอาดและปิดด้วย พลาสเตอร์หรือวัสดุกันน้ำ ก่อนสัมผัสน้ำหรือโคลน
เพราะบาดแผลเป็นช่องทางหนึ่งที่เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ และผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานานจะอ่อนตัว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
3. ล้างมือและอาบน้ำทันทีหลังสัมผัสน้ำ
หลังกลับจากพื้นที่น้ำท่วม หรืองานทำความสะอาดบ้าน ควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่ และอาบน้ำชำระร่างกายทันที
ผู้ที่ต้องทำความสะอาดบ้านควรสวมรองเท้าป้องกันและถุงมือ หลีกเลี่ยงการใช้มือเปล่าสัมผัสโคลนหรือสิ่งของที่เปียกน้ำท่วม และควรเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชื้นโดยเร็ว
4. ทำความสะอาดบ้านและลดแหล่งอาศัยของหนู
หลังน้ำลดควรเร่งทำความสะอาดบ้านและบริเวณโดยรอบ เก็บขยะ เศษอาหาร และสิ่งของที่เป็นแหล่งหลบซ่อนของหนู เพื่อไม่ให้มีหนูชุกชุมในบริเวณบ้าน
เพราะในช่วงน้ำท่วม สัตว์ต่าง ๆ อาจเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เดิมเพื่อหาที่แห้ง ทำให้มีโอกาสเข้ามาอยู่ใกล้บ้านหรือพื้นที่พักอาศัยมากขึ้น

ไข้สูง ปวดน่อง หลังลุยน้ำ อย่าคิดว่าเป็นแค่ไข้ธรรมดา
อาการของโรคฉี่หนูในระยะแรกอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป จึงต้องสังเกตอาการหลังจากสัมผัสน้ำหรือโคลน โดยอาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
- ไข้สูง
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยตามตัว
- ปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องหรือโคนขามาก
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องเสีย
- ตาแดง
หากมีอาการดังกล่าวหลังจากเดินลุยน้ำ ทำงานในพื้นที่น้ำท่วม หรือสัมผัสดินโคลน ควรไปพบแพทย์ทันที และต้องแจ้งแพทย์อย่างชัดเจนว่าเคยสัมผัสน้ำท่วมหรือดินโคลน เพื่อช่วยประกอบการวินิจฉัย
กรมควบคุมโรคย้ำว่าไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เพราะผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงส่วนหนึ่งเกิดจากการมาพบแพทย์ล่าช้า การได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตได้

น้ำลดแล้ว ก็ยังไม่หมดความเสี่ยง
สำหรับประชาชนที่กำลังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด ต้องระวังเช่นเดียวกับช่วงที่มีน้ำท่วม เพราะดินโคลน คราบน้ำ และสิ่งของที่เปียกชื้นอาจยังมีการปนเปื้อนอยู่
การทำความสะอาดจึงควรสวมรองเท้าบู๊ต ถุงมือ และเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย หลีกเลี่ยงการสัมผัสโคลนโดยตรง และล้างมือหรืออาบน้ำหลังเสร็จงานทุกครั้ง

“ไม่ลุยน้ำโดยไม่จำเป็น ปิดแผลให้มิดชิด สวมอุปกรณ์ป้องกัน และรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการ”
ในสถานการณ์น้ำท่วมช่วงนี้ การป้องกันโรคฉี่หนูเริ่มต้นได้จากการลดการสัมผัสน้ำและโคลนที่อาจปนเปื้อนเชื้อ หากจำเป็นต้องลุยน้ำควรป้องกันร่างกายอย่างเหมาะสม และหลังสัมผัสน้ำควรรีบทำความสะอาดร่างกาย
ที่สำคัญ หากมี ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง หรือตาแดง หลังสัมผัสน้ำท่วม อย่ารอให้อาการรุนแรง ควรพบแพทย์โดยเร็วและแจ้งประวัติการลุยน้ำหรือสัมผัสดินโคลน
ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลด้านโรคและภัยสุขภาพจากกรมควบคุมโรคได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
ข้อมูลจาก: กรมควบคุมโรค
ภาพจาก: กรมควบคุมโรค / กรุงเทพมหานคร / ข่าวคนนนท์

