Healthstation Talk EP.71: ยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของ “First Jobbers” สร้างสุขภาวะตั้งแต่ก้าวแรกของการทำงาน

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.



การก้าวจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่โลกการทำงาน ไม่ได้หมายถึงเพียงการมี “งานแรก” หรือการเริ่มต้นมีรายได้เท่านั้น แต่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญทั้งเรื่องการหางาน รายได้ ค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย การปรับตัวกับองค์กร ตลอดจนการดูแลสุขภาพกายและใจ


ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงใน Healthstation Talk EP.71 ภายใต้หัวข้อ “การยกระดับระบบนิเวศช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตของกลุ่มเริ่มต้นทำงาน (First Jobbers)” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเข้าสู่การพิจารณาในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19


รายการดำเนินโดยคุณมินนา นิ่งราวี พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่อย่าง คุณลูกตาล - ณัฐนันท์ วังมูล และคุณมุมิน - มุมิน เจ๊ะแว ซึ่งต่างมีประสบการณ์ตรงในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาเข้าสู่การทำงาน มาร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของ First Jobbers




คุณมินนา กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานอยู่ระหว่างการจัดทำร่างเอกสารหลักและร่างมติ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนในทุกภูมิภาค โดยเสียงของคนรุ่นใหม่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสะท้อนความเป็นจริงของผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิต


“ในวันนี้ คณะทำงานกำลังอยู่ในขั้นตอนร่างเอกสารหลักและร่างมติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนทั่วทุกภูมิภาค เสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่ในวันนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาวะต่อไป”


เมื่อ “งานแรก” ไม่ได้หมายถึงแค่การมีงานทำ


สำหรับคุณลูกตาล ซึ่งเติบโตจากจังหวัดลำปางและย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ การเปลี่ยนผ่านจากนักศึกษาสู่คนทำงานสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างทักษะที่คนรุ่นใหม่มี กับโอกาสที่ตลาดแรงงานเปิดให้พวกเขา




แม้จะมีประสบการณ์จากการทำกิจกรรมและการฝึกงานด้านสังคมสงเคราะห์ แต่เมื่อต้องการเปลี่ยนสายงานไปสู่ด้านทรัพยากรบุคคล หรือ HR กลับพบว่าตลาดแรงงานจำนวนไม่น้อยต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ตรง ทำให้คนจบใหม่มีโอกาสเข้าถึง “สนามทดลองงาน” ค่อนข้างจำกัด


นอกจากเรื่องงานแล้ว ปัญหาค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องย้ายจากต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อหางาน


คุณลูกตาลยังได้สะท้อนประสบการณ์ของผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาว่า เงินค่าครองชีพเดือนละ 3,000 บาทที่เคยได้รับระหว่างเรียนถูกตัดทันทีเมื่อจบการศึกษา ทั้งที่ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีรายได้และยังอยู่ระหว่างหางาน


“เงินค่าครองชีพรายเดือนระหว่างเรียนได้เดือนละ 3,000 บาท แต่พอจบมาปุ๊บมันโดนตัดฉับทันทีในขณะที่เรายังหาเงินไม่ได้… พอมาดูในตลาดแรงงาน เจอแม้กระทั่งงานที่ JD ค่อนข้างกว้าง แต่ให้ค่าตอบแทนแค่ 13,000 บาท ซึ่งมันไม่พอจริงๆ ค่าหอพักปัจจุบันก็ไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท มันแทบจะเป็นครึ่งหนึ่งของเงินเดือน First Jobber”


สถานการณ์ดังกล่าวทำให้คำว่า “มีงานทำ” อาจไม่เพียงพอที่จะสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะรายได้ที่ได้รับต้องถูกนำไปจัดการกับค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง อาหาร และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ


จากการเริ่มงานสู่คำถามเรื่องคุณภาพชีวิต


ขณะที่คุณมุมิน ซึ่งเติบโตจากจังหวัดนราธิวาส และปัจจุบันทำงานในองค์กรด้านเด็กและเยาวชน มองปัญหาของ First Jobber ในมิติที่กว้างกว่าการมีงานทำ




สำหรับมุมิน การเริ่มต้นทำงานหมายถึงการเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ที่ต้องเรียนรู้ทั้งวัฒนธรรมองค์กร รูปแบบการทำงาน สิทธิแรงงาน และการจัดสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน หากองค์กรให้ความสำคัญกับผลผลิตหรือประสิทธิภาพเพียงด้านเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการและการเติบโตของคนทำงาน ก็อาจนำไปสู่ความเครียดและภาวะหมดไฟในการทำงานได้


ขณะเดียวกัน รายได้ของ First Jobber ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 18,000–20,000 บาท อาจต้องรับภาระทั้งค่าเช่าที่พัก ค่าใช้จ่ายจากการย้ายถิ่นฐาน และภาระหนี้จากการศึกษา โดยเฉพาะหนี้ กยศ. ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งต้องใช้ชีวิตภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน


“การกู้ กยศ. ฟังดูเหมือนนโยบายที่ดีคือการยืมเงินจากอนาคตมาใช้ แต่เมื่อเรียนจบมา เงินเดือนจ้างงาน First Jobber อยู่ที่ประมาณ 18,000–20,000 บาท 2 ปีผ่านไปก็ยังไม่ถึง 25,000 บาท มันแทบไม่มีทางเลยที่นักศึกษาที่กู้ยืมจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมนี้”


คุณมุมินยังเน้นย้ำว่า การออกแบบนโยบายสำหรับคนรุ่นใหม่ไม่ควรมองมนุษย์เพียงในฐานะกำลังแรงงาน แต่ต้องมองถึงชีวิตในทุกมิติ

“เรามองคนเป็นแค่เครื่องจักรของธุรกิจหรือของรัฐไม่ได้ คนหนึ่งคนมีศักดิ์ศรี มีความรู้สึก มีครอบครัว มีเพื่อนฝูง… รัฐจะสร้างสังคมโดยคำนึงแค่ว่าเรียนจบมาแล้วมีงานทำไม่ได้ ต้องคำนึงถึงการใช้ชีวิตด้านอื่นด้วย”


ออกแบบ “ระบบนิเวศ” ให้คนรุ่นใหม่เริ่มต้นชีวิตได้อย่างมั่นคง


จากประสบการณ์ของผู้ร่วมรายการ ทั้งสองมองตรงกันว่า การแก้ปัญหา First Jobber ไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนตำแหน่งงาน แต่ต้องออกแบบระบบนิเวศที่ช่วยลดอุปสรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิต ตั้งแต่ก่อนเรียนจบไปจนถึงช่วงเริ่มต้นทำงาน




ด้านการศึกษาและทุนสนับสนุน ณัฐนันท์เสนอให้รัฐพิจารณาการเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี หรือควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาให้เหมาะสม เพื่อให้การกู้ยืมเป็นทางเลือกสุดท้าย รวมถึงการมีเบี้ยเลี้ยงเพื่อช่วยลดภาระของนักศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ


ขณะที่มุมินเสนอให้มหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับตลาดแรงงานมากขึ้น เพื่อให้ทักษะที่นักศึกษาได้รับสามารถนำไปใช้จริง และลดความจำเป็นที่นักศึกษาต้องทำงานพาร์ตไทม์เพียงเพื่อหารายได้ โดยไม่ได้ช่วยเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางอาชีพ


ด้านที่อยู่อาศัย ณัฐนันท์มองว่าค่าเช่าที่พักเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของคนที่ต้องย้ายถิ่นเพื่อทำงาน จึงเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการจัดหา ควบคุม หรือสนับสนุนที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้สำหรับคนเริ่มต้นทำงาน


“ถ้าค่าที่พักถูกลง เราจะได้นำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นการกินอยู่ หรือการพัฒนาทักษะของตัวเอง ซึ่งส่วนนี้จะส่งผลเป็นห่วงโซ่กลับมาพัฒนาตลาดยกระดับประเทศได้”


ด้านตลาดแรงงานและการกระจายโอกาส มุมินเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการอุดหนุนหรือ Subsidize เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเปิดรับคนจบใหม่มากขึ้น รวมทั้งกระจายแหล่งงานไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อลดการกระจุกตัวของโอกาสทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ


การมีงานในภูมิภาคจะช่วยลดต้นทุนที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับจากการย้ายถิ่น ทั้งค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต พร้อมเปิดโอกาสให้คนสามารถทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ของตนเองได้มากขึ้น




นอกจากนี้ ทั้งสองยังให้ความสำคัญกับ สิทธิแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะการเข้าถึงการ Reskill และ Upskill ที่ควรทำได้โดยไม่สร้างภาระทางการเงินมากเกินไป ขณะเดียวกันเงื่อนไขการจ้างงานก็ควรสอดคล้องกับค่าครองชีพและความเป็นจริงของชีวิตคนทำงาน


จากเสียงของ First Jobber สู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย


ท้ายที่สุด ปัญหาของ First Jobber ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคนวัยเริ่มต้นทำงาน แต่เกี่ยวข้องกับการออกแบบสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา ตลาดแรงงาน และระบบสวัสดิการที่จะรองรับคนรุ่นใหม่ในระยะยาว




คุณลูกตาลมองว่า แม้ข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากวงสนทนาอาจดูเป็นเพียงนโยบายหรือมาตรการเล็กๆ แต่หากสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ก็สามารถสร้างผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในวงกว้าง


“แม้มันจะเป็นแค่นโยบายเล็กๆ ไม่กี่เรื่องที่เรายกมาพูดกันในวันนี้ แต่ถ้าเกิดได้จริง มันจะส่งผล Impact วงกว้างกับคนในสังคม และอยากให้รัฐช่วยแก้ปัญหาที่ยังซุกอยู่ใต้พรมอย่างจริงจัง”


ด้านคุณมุมินฝากความหวังให้เสียงของคนรุ่นใหม่ถูกส่งต่อไปถึงผู้กำหนดนโยบาย พร้อมย้ำว่าการสร้างสุขภาวะของคนทำงานไม่ใช่เรื่องแยกออกจากการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างองค์กรและประเทศที่มีคุณภาพ


“หวังว่าสารที่เราคุยกันในวันนี้จะไปถึงผู้กำหนดนโยบาย แล้วเมื่อไปถึงแล้ว อยากให้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสุขภาวะที่ดี แรงงานที่มีคุณภาพชีวิตดีจะทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพขององค์กรและภาพรวมของประเทศชาติ”


ขณะที่คุณมินนา กล่าวทิ้งท้ายว่า เสียงของคนรุ่นใหม่จากวงสนทนานี้จะถูกนำไปเชื่อมต่อกับกระบวนการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเด็น First Jobber ในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19


“เสียงของน้องๆ ทั้งสองท่านจะส่งไปถึงผู้กำหนดนโยบายอย่างแน่นอน แล้วพบกันในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19”


การสร้างระบบนิเวศสำหรับ First Jobber จึงไม่ใช่เพียงการช่วยให้คนรุ่นใหม่ “มีงานทำ” แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตการทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีความมั่นคง สามารถดูแลสุขภาพกายและใจ และมีพื้นที่ในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง





 26 กันยายน 2569