ฝนตกหนักรับมืออย่างไร? ดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยก่อน–ระหว่าง–หลังฝนตก25 กันยายน 2569
สถานการณ์ฝนตกหนักยังเป็นสิ่งที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบต้องเฝ้าระวัง โดยวันที่ 25 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานครติดตามสถานการณ์ฝนและบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด หลังมีฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเช้ามืด และมีแนวโน้มฝนตกต่อเนื่องตลอดวัน ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่ และอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
ข้อมูลจาก กทม. ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมสูงสุดในช่วงคืนที่ผ่านมาอยู่ที่เขตมีนบุรี 99 มิลลิเมตร รองลงมาคือคลองสามวา ลาดกระบัง และสายไหม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ขณะเดียวกันพบจุดน้ำท่วมขังบนผิวจราจรหลายแห่ง และระดับน้ำในคลองสายหลักบางพื้นที่ โดยเฉพาะคลองประเวศบุรีรมย์ อยู่ในระดับที่ต้องเร่งระบายน้ำ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและฝนอาจตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการเตรียมตัวเพื่อเดินทางให้สะดวก แต่คือการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของตัวเองและคนในครอบครัวตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน ระหว่างเผชิญฝน และหลังน้ำลด

ก่อนออกจากบ้าน เช็กฝนให้พร้อม
เมื่อมีประกาศเตือนฝนตกหนัก การตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกจากบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังหรือมีประวัติการระบายน้ำช้า
ควรเตรียมร่ม เสื้อกันฝน รองเท้าที่เหมาะสม และถุงหรือซองกันน้ำสำหรับโทรศัพท์มือถือ เอกสารสำคัญ และยาประจำตัว หากสามารถเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังได้ ควรเลือกเส้นทางอื่นหรือรอให้สถานการณ์คลี่คลาย
สำหรับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะพื้นเปียกและน้ำท่วมขังเพิ่มความเสี่ยงต่อการลื่นล้มและอุบัติเหตุ
ระหว่างฝนตก อย่าฝืนลุยน้ำ
น้ำท่วมขังบนถนนไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงจากการจราจร แต่ยังอาจมีสิ่งสกปรก เชื้อโรค เศษแก้ว โลหะ ของมีคม หรือสิ่งของที่มองไม่เห็นอยู่ใต้น้ำ
หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรหลีกเลี่ยงน้ำที่มีระดับสูง น้ำไหลแรง หรือน้ำบริเวณที่ไม่สามารถมองเห็นพื้นด้านล่างได้ หากมีบาดแผลที่เท้าหรือขา ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ไฟฟ้า หากพบสายไฟ เสาไฟ ปลั๊กไฟ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่ใกล้น้ำ ไม่ควรเข้าใกล้หรือสัมผัส และควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพราะน้ำเป็นตัวนำไฟฟ้าและอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้
ผู้ใช้รถยนต์และรถจักรควรลดความเร็วเมื่อฝนตกหนัก ไม่ขับฝ่าน้ำที่มีระดับสูงจนไม่สามารถประเมินสภาพถนนได้ และควรหลีกเลี่ยงการขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่กระแสน้ำไหลแรง
เปียกฝนแล้วต้องทำอย่างไร?
การเปียกฝนไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ทุกคนป่วยทันที แต่การอยู่ในสภาพเปียกชื้นเป็นเวลานานอาจทำให้ร่างกายไม่สบายตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบางอย่าง โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
เมื่อกลับถึงบ้าน ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกให้เร็วที่สุด เช็ดตัวและเส้นผมให้แห้ง พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอย่างเหมาะสม หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก อ่อนเพลียมาก หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์
นอกจากนี้ ช่วงฝนตกและอากาศชื้นอาจเอื้อต่อการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ หากมีอาการไอ จาม หรือมีไข้ ควรสวมหน้ากากเมื่ออยู่ใกล้ผู้อื่น ล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
หลังน้ำลด ระวังโรคและเชื้อโรคที่มากับน้ำ
หลังน้ำท่วม สิ่งที่ต้องระวังไม่ได้จบลงพร้อมกับระดับน้ำที่ลดลง เพราะพื้นที่เปียกชื้นและน้ำปนเปื้อนอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและสัตว์พาหะ

หากต้องทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วม ควรสวมรองเท้าบูต ถุงมือ และอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำหรือโคลนโดยตรง และล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลังทำความสะอาดทุกครั้ง
อาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของที่สัมผัสกับน้ำท่วมควรตรวจสอบความสะอาดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอาหารที่ถูกน้ำท่วมหรืออยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ชำรุด ไม่ควรนำกลับมารับประทาน
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือสัตว์มีพิษและสัตว์พาหะ เช่น งู ตะขาบ หรือหนู ซึ่งอาจเข้ามาหลบในบ้านหรือบริเวณที่แห้งหลังน้ำลด จึงควรตรวจสอบพื้นที่ก่อนเข้าไปทำความสะอาด และไม่ใช้มือเปล่าหยิบสิ่งของที่อยู่ในบริเวณอับหรือมืด
“รู้ก่อนฝนมา” ช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ
สถานการณ์ฝนตกหนักอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเช่นเดียวกับการเตรียมยา อาหาร และอุปกรณ์จำเป็น
โดยเฉพาะในช่วงที่มีการคาดการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมาก ประชาชนควรประเมินความจำเป็นในการเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและจุดที่มีน้ำไหลแรง รวมถึงเตรียมแผนสำรองสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
เพราะการรับมือฝนตกหนักไม่ได้หมายถึงเพียงการ “ไม่เปียกฝน” แต่คือการลดความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน รู้จักป้องกันตัวเองระหว่างเดินทาง และดูแลสุขภาพอย่างถูกต้องหลังฝนผ่านพ้นไป
เมื่อฝนมา ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ — เช็กสภาพอากาศ เตรียมตัวให้พร้อม หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และอย่าฝืนสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ

