Healthstation Talk EP.70: ธรรมชาติเยียวยากายและใจ ถอดรหัส “การอาบป่า” สู่สุขภาวะยั่งยืน
ในวันที่ความเร่งรีบ
ความเครียด
และการใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ห่างไกลจากธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
แนวคิด “การอาบป่า” (Forest Bathing) กำลังได้รับความสนใจในฐานะกระบวนการที่ชวนมนุษย์กลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
ผ่านการชะลอจังหวะชีวิต เปิดประสาทสัมผัส และอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ
ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาพูดคุยในรายการ Healthstation Talk EP.70 ภายใต้หัวข้อ “การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ” Promoting Well-Being Through Nature ตอน 2 โดยมีคุณเมฆ สายะเสวี เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมพูดคุยกับคุณนัฐพงษ์ โสภิตชา หัวหน้าโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ป่าดงนาทาม จังหวัดอุบลราชธานี และ คุณจันทิมา วัฒนกุล ประธานป่าชุมชนบ้านคลองระบัง จังหวัดสระบุรี และ Certified Forest Bathing Guide เพื่อชวนมองธรรมชาติในฐานะพื้นที่สร้างเสริมสุขภาวะ และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

จาก
“ธรรมชาติบำบัด” สู่แนวคิดสุขภาวะที่เชื่อมโยงคนกับสิ่งแวดล้อม
คุณเมฆ
อธิบายว่า เป้าหมายของมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเรื่องการสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ
ไม่ได้มองเพียงการนำธรรมชาติมาใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพของมนุษย์เท่านั้น
แต่ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพของธรรมชาติควบคู่กันไป
“ความตั้งใจของมตินี้
ไม่ได้ใช่เพียงแค่ให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีเท่านั้น
แต่ว่าเราจะต้องคำนึงถึงสุขภาพของธรรมชาติด้วย
นอกเหนือจากที่คุณหมอจะให้ยาอย่างเดียวแล้ว
จะสามารถมีโอกาสที่จะสามารถสั่งจ่ายให้ผู้ป่วยทุกท่าน...
สามารถใช้ธรรมชาติในการเยียวยาได้ และเปิดช่องทางให้ทุกคน...
ได้เข้าถึงธรรมชาติอันนี้ได้ด้วย”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการขยับมุมมองด้านสุขภาพจากการรักษาเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ โดยธรรมชาติสามารถเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่ช่วยดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

“อาบป่า”
ไม่ใช่แค่เดินป่า แต่คือการกลับมาอยู่กับตัวเอง
คุณนัฐพงษ์ กล่าวว่า
แม้การเดินป่ากับการอาบป่าจะเกิดขึ้นท่ามกลางธรรมชาติเหมือนกัน
แต่เป้าหมายและกระบวนการมีความแตกต่างกัน
การเดินป่าทั่วไปอาจมุ่งไปสู่จุดหมาย
การชมวิว หรือการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นลักษณะของการ “ส่งใจออกข้างนอก”
ขณะที่การอาบป่าจะให้ความสำคัญกับการชะลอความเร็ว ลดสิ่งเร้า
และนำความสนใจกลับมาอยู่กับตัวเองและสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“ปกติเวลาที่เราไปเดินป่า...
กิจกรรมมันจะเป็นการส่งใจออกข้างนอก... แต่ว่ากิจกรรมอาบป่า...
เราจะเสริมกิจกรรมที่มันจะต้องนิ่งลง จะต้องช้าลง
แล้วก็เพิ่มการเชื่อมต่อเชื่อมโยงกับธรรมชาติผ่านผัสสะ”
กระบวนการดังกล่าวประกอบด้วย
4 แกนสำคัญ
ได้แก่ การใช้ชีวิตให้ช้าลง
การเชื่อมต่อกับธรรมชาติผ่านผัสสะหรืออายตนะ การมีสติอยู่กับปัจจุบันในทุกลมหายใจ
และการพักผ่อนเชิงลึกเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายอย่างแท้จริง
หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเดินทางไปยังป่าที่ห่างไกลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีรับรู้ธรรมชาติและการรับรู้ตัวเองในระหว่างที่อยู่กับธรรมชาติ

ออกแบบ
“การอาบป่า” ให้เหมาะกับคนแต่ละวัย
คุณจันทิมา
เล่าว่า การออกแบบกิจกรรมอาบป่าจำเป็นต้องคำนึงถึงวัย ความสามารถทางร่างกาย
และความสนใจของผู้เข้าร่วม
เพราะแต่ละกลุ่มมีวิธีเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่แตกต่างกัน
“กลุ่มที่จะมาทำกิจกรรม
ถ้าเกิดว่าเป็นกลุ่มที่มีอยู่น้อย หรือเป็นวัยรุ่นหรือเด็ก
เราก็จะเสริมในเรื่องของกิจกรรม Nature Game เข้าไป เพื่อที่จะดึงความสนใจของเขา ให้เขาได้สัมผัสธรรมชาติได้อยู่กับธรรมชาติได้นานขึ้น
แต่ว่าอย่างถ้าเป็นผู้สูงอายุเนี่ย อาจจะเน้นพื้นที่ที่ปลอดภัย
แล้วก็ไม่ต่างระดับมาก เน้นเรื่องความค่อยๆ เดิน เรื่องของความช้า”
หนึ่งในกิจกรรมที่จันทิมานำมาใช้คือ
“เฟรมธรรมชาติ” (Nature Frame) ซึ่งเป็นการใช้กรอบช่วยกำหนดมุมมองและชวนผู้เข้าร่วมสังเกตสิ่งเดียวกันจากมุมที่แตกต่างกัน
ก่อนนำไปสู่การสะท้อนคิดเกี่ยวกับการมองโลกและการตัดสินผู้อื่น
“การใช้เฟรมมองในธรรมชาติ...
บางทีสิ่งเดียวกันเรามองคนละมุม... มองใกล้มองไกลก็ไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรจะไปตัดสิน... เพราะจริงๆ ต่างคนต่างมองคนละมุม
มันอาจจะไม่มีใครผิดเลยก็ได้”
ธรรมชาติจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของกิจกรรม
แต่กลายเป็น “พื้นที่เรียนรู้”
ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกลับมาสังเกตทั้งสิ่งรอบตัวและความคิดของตัวเอง
เมื่อความนิ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน
ประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมสะท้อนให้เห็นว่า
การหยุดนิ่งและเปิดประสาทสัมผัสต่อธรรมชาติอาจนำไปสู่ความรู้สึกผ่อนคลายที่แตกต่างจากการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน
คุณจันทิมาเล่าถึงผู้เข้าร่วมรายหนึ่งที่มีปัญหานอนหลับยาก
และเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมกราวดิ้ง โดยนอนสัมผัสพื้นดินและเปิดรับเสียงจากธรรมชาติ
กลับเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายได้อย่างรวดเร็ว
“มีท่านหนึ่งบอกว่า
ท่านก็เป็นคนนอนหลับยาก... พอเรานำนอนทำกราวดิ้งเปิดผัสสะไปประมาณ 5 นาที ได้ยินเสียงกรนออกมาเลย...
เขาบอกว่าเขาไม่เคยมีความรู้สึกที่ว่าหลังสัมผัสพื้นดินมันรู้สึกผ่อนคลายแบบเบาสบาย...
ทำให้เขานอนหลับได้ภายใน 5 นาที”
ขณะเดียวกัน คุณนัฐพงษ์มองว่า
ธรรมชาติยังสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนได้กลับมาทบทวนตัวเอง
และบางครั้งอาจนำไปสู่การค้นพบคำตอบของปัญหาที่อยู่ภายในใจ
“ธรรมชาติเหมือนมีเวทมนตร์
ทำทำให้คนได้พบกับคำตอบบางอย่างที่อาจจะเป็นโจทย์ที่ติดอยู่ในชีวิต...
กระบวนการมันพาคนไปพบคำตอบบางอย่างที่เกิดขึ้นข้างในได้”
สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงผลลัพธ์ทางกาย แต่รวมถึงกระบวนการที่เปิดพื้นที่ให้คนได้หยุดจากความเร่งรีบ และกลับมาอยู่กับตัวเอง

เมื่อคนรักธรรมชาติ
การอนุรักษ์จึงเกิดขึ้นจากภายใน
อีกมิติสำคัญของการสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ
คือความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะของมนุษย์กับสุขภาวะของระบบนิเวศ
คุณจันทิมายกตัวอย่างถึง ป่าชุมชนบ้านคลองระบัง
จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีพื้นที่
935 ไร่ 6 ตารางวา และทำหน้าที่เป็นพื้นที่ป่ากันชนของชุมชน
โดยป่าผืนนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงสัตว์ป่าคุ้มครอง
“ป่าชุมชนบ้านคลองระบัง
มีเนื้อที่ถึง 935 ไร่ 6 ตารางวา... เป็นป่ากันชนของหมู่บ้าน...
ช่วยเราดูดซับสารเคมีและฝุ่น PM 2.5 ได้เยอะมาก...
ตั้งแต่เราจัดตั้งป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 62 ก็คือยังไม่มีไฟป่าเกิดขึ้นเลย
เพราะชุมชนเข้าใจและช่วยกันดูแล”
ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า
การอนุรักษ์ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่สามารถกลายเป็นกลไกสำคัญในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน การทำให้ผู้คนได้สัมผัสและรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความตระหนักและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
คุณนัฐพงษ์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“ผมมีความเชื่ออย่างสุดใจเลยครับว่า
การที่คำว่าอนุรักษ์มันจะเกิดขึ้นได้เนี่ย คนจะต้องรักธรรมชาติก่อน...
การอาบป่าเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่รัฐแทบจะใช้ทุนน้อยมาก
ถ้าสามารถที่จะปลูกฝังให้คนรักธรรมชาติได้ มันจะเกิดแนวร่วมการอนุรักษ์ได้ดีมากๆ
และได้ยั่งยืนมากๆ”
มุมมองนี้ทำให้ “การอาบป่า” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลสุขภาพของแต่ละคน แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผืนป่า และนำไปสู่การดูแลธรรมชาติในระยะยาว

ไม่ต้องเข้าป่าลึก
ก็เริ่มต้น “อาบป่า” ได้
สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสเดินทางไปยังพื้นที่ป่า
นัฐพงษ์อธิบายว่า หัวใจของการอาบป่าไม่ได้อยู่ที่สถานที่เพียงอย่างเดียว
แต่คือการเปิดประสาทสัมผัสและกลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างมีสติ
“สำหรับคนไม่ได้อยู่ใกล้ป่าจริงๆ...
สามารถที่จะทำได้ที่สนามหญ้าหน้าบ้านตัวเอง
หรือแม้กระทั่งในคอนโดที่มีต้นไม้หลังระเบียงเล็กๆ...
หรือการจิบเครื่องดื่มอย่างละเมียดละไมช้าลง...
เพราะกาแฟและชาก็เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ”
คุณจันทิมาเสริมว่า
การอาบป่าสามารถเกิดขึ้นได้จากสิ่งเล็กๆ รอบตัว
“อาบป่าทำได้ทุกที่
หรือแม้แต่แจกันเล็กๆ บนโต๊ะทำงาน... ลึกๆ แล้ววันไหนที่เรารู้สึกเหนื่อย
รู้สึกท้อ เราสามารถดึงความรู้สึกผ่อนคลายและความเชื่อมโยงนั้นขึ้นมาใช้ได้เสมอ”
ดังนั้น การอาบป่าจึงอาจเริ่มต้นจากการเดินช้าลงในสวน นั่งใต้ต้นไม้ สังเกตเสียงนก สัมผัสพื้นดิน มองใบไม้ หรือแม้แต่หยุดดื่มชาและกาแฟอย่างไม่เร่งรีบ สิ่งสำคัญคือการกลับมา “รับรู้” สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่

ธรรมชาติอาจเป็นเครื่องมือ
แต่เป้าหมายคือการกลับมาเชื่อมโยงกับชีวิต
คุณเมฆ
กล่าวสรุปในช่วงท้ายของรายการว่าแก่นของการอาบป่าอาจไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมหรือเทคนิคใดเทคนิคหนึ่ง
แต่คือการใช้ธรรมชาติเป็นตัวกลางเพื่อพามนุษย์กลับไปเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวและกับตัวเอง
“กลายเป็นว่าอาบป่าเนี่ย
เป็นเหมือนแค่เครื่องมือแรก แต่ตัวที่ซ่อนอยู่จริงๆ มันคือธรรมชาติ
ที่พาเรากลับไป... เปิดประสาทรับธรรมชาติรอบตัว... ช่วยให้สมองแข็งแรงขึ้น
ความคิดชัดเจนขึ้น ความกลัวอาจจะน้อยลงไป หรือเราสามารถค้นพบความสุขจากสิ่งเล็กๆ
ที่กำลังพูดคุยสื่อสารกับเราอยู่”
จากมุมมองของ Healthstation
Talk EP.70 “การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ”
จึงไม่ได้หมายถึงการพาคนออกจากเมืองเพื่อเข้าไปอยู่ในป่าเท่านั้น
แต่คือการชวนให้สังคมทบทวนความสัมพันธ์ระหว่าง คน สุขภาพ และธรรมชาติ ใหม่อีกครั้ง
เพราะบางครั้งการดูแลสุขภาพอาจเริ่มต้นจากการหยุดพัก หายใจช้าลง และเปิดพื้นที่ให้ธรรมชาติรอบตัวได้เข้ามาสื่อสารกับเรา ขณะเดียวกัน การได้สัมผัสและเห็นคุณค่าของธรรมชาติก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผืนป่าและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว



