Healthstation Talk EP.70: ธรรมชาติเยียวยากายและใจ ถอดรหัส “การอาบป่า” สู่สุขภาวะยั่งยืน

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.




ในวันที่ความเร่งรีบ ความเครียด และการใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ห่างไกลจากธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แนวคิด “การอาบป่า” (Forest Bathing) กำลังได้รับความสนใจในฐานะกระบวนการที่ชวนมนุษย์กลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านการชะลอจังหวะชีวิต เปิดประสาทสัมผัส และอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ

ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาพูดคุยในรายการ Healthstation Talk EP.70 ภายใต้หัวข้อ “การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ” Promoting Well-Being Through Nature ตอน 2 โดยมีคุณเมฆ สายะเสวี เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมพูดคุยกับคุณนัฐพงษ์ โสภิตชา หัวหน้าโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ป่าดงนาทาม จังหวัดอุบลราชธานี และ คุณจันทิมา วัฒนกุล ประธานป่าชุมชนบ้านคลองระบัง จังหวัดสระบุรี และ Certified Forest Bathing Guide เพื่อชวนมองธรรมชาติในฐานะพื้นที่สร้างเสริมสุขภาวะ และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ




จาก “ธรรมชาติบำบัด” สู่แนวคิดสุขภาวะที่เชื่อมโยงคนกับสิ่งแวดล้อม

คุณเมฆ อธิบายว่า เป้าหมายของมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเรื่องการสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ ไม่ได้มองเพียงการนำธรรมชาติมาใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพของธรรมชาติควบคู่กันไป

“ความตั้งใจของมตินี้ ไม่ได้ใช่เพียงแค่ให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีเท่านั้น แต่ว่าเราจะต้องคำนึงถึงสุขภาพของธรรมชาติด้วย นอกเหนือจากที่คุณหมอจะให้ยาอย่างเดียวแล้ว จะสามารถมีโอกาสที่จะสามารถสั่งจ่ายให้ผู้ป่วยทุกท่าน... สามารถใช้ธรรมชาติในการเยียวยาได้ และเปิดช่องทางให้ทุกคน... ได้เข้าถึงธรรมชาติอันนี้ได้ด้วย”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการขยับมุมมองด้านสุขภาพจากการรักษาเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ โดยธรรมชาติสามารถเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่ช่วยดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม




“อาบป่า” ไม่ใช่แค่เดินป่า แต่คือการกลับมาอยู่กับตัวเอง

คุณนัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้การเดินป่ากับการอาบป่าจะเกิดขึ้นท่ามกลางธรรมชาติเหมือนกัน แต่เป้าหมายและกระบวนการมีความแตกต่างกัน

การเดินป่าทั่วไปอาจมุ่งไปสู่จุดหมาย การชมวิว หรือการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นลักษณะของการ “ส่งใจออกข้างนอก” ขณะที่การอาบป่าจะให้ความสำคัญกับการชะลอความเร็ว ลดสิ่งเร้า และนำความสนใจกลับมาอยู่กับตัวเองและสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

“ปกติเวลาที่เราไปเดินป่า... กิจกรรมมันจะเป็นการส่งใจออกข้างนอก... แต่ว่ากิจกรรมอาบป่า... เราจะเสริมกิจกรรมที่มันจะต้องนิ่งลง จะต้องช้าลง แล้วก็เพิ่มการเชื่อมต่อเชื่อมโยงกับธรรมชาติผ่านผัสสะ”

กระบวนการดังกล่าวประกอบด้วย 4 แกนสำคัญ ได้แก่ การใช้ชีวิตให้ช้าลง การเชื่อมต่อกับธรรมชาติผ่านผัสสะหรืออายตนะ การมีสติอยู่กับปัจจุบันในทุกลมหายใจ และการพักผ่อนเชิงลึกเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเดินทางไปยังป่าที่ห่างไกลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีรับรู้ธรรมชาติและการรับรู้ตัวเองในระหว่างที่อยู่กับธรรมชาติ




ออกแบบ “การอาบป่า” ให้เหมาะกับคนแต่ละวัย

คุณจันทิมา เล่าว่า การออกแบบกิจกรรมอาบป่าจำเป็นต้องคำนึงถึงวัย ความสามารถทางร่างกาย และความสนใจของผู้เข้าร่วม เพราะแต่ละกลุ่มมีวิธีเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่แตกต่างกัน

“กลุ่มที่จะมาทำกิจกรรม ถ้าเกิดว่าเป็นกลุ่มที่มีอยู่น้อย หรือเป็นวัยรุ่นหรือเด็ก เราก็จะเสริมในเรื่องของกิจกรรม Nature Game เข้าไป เพื่อที่จะดึงความสนใจของเขา ให้เขาได้สัมผัสธรรมชาติได้อยู่กับธรรมชาติได้นานขึ้น แต่ว่าอย่างถ้าเป็นผู้สูงอายุเนี่ย อาจจะเน้นพื้นที่ที่ปลอดภัย แล้วก็ไม่ต่างระดับมาก เน้นเรื่องความค่อยๆ เดิน เรื่องของความช้า”

หนึ่งในกิจกรรมที่จันทิมานำมาใช้คือ “เฟรมธรรมชาติ” (Nature Frame) ซึ่งเป็นการใช้กรอบช่วยกำหนดมุมมองและชวนผู้เข้าร่วมสังเกตสิ่งเดียวกันจากมุมที่แตกต่างกัน ก่อนนำไปสู่การสะท้อนคิดเกี่ยวกับการมองโลกและการตัดสินผู้อื่น

“การใช้เฟรมมองในธรรมชาติ... บางทีสิ่งเดียวกันเรามองคนละมุม... มองใกล้มองไกลก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรจะไปตัดสิน... เพราะจริงๆ ต่างคนต่างมองคนละมุม มันอาจจะไม่มีใครผิดเลยก็ได้”

ธรรมชาติจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของกิจกรรม แต่กลายเป็น “พื้นที่เรียนรู้” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกลับมาสังเกตทั้งสิ่งรอบตัวและความคิดของตัวเอง

เมื่อความนิ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน

ประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมสะท้อนให้เห็นว่า การหยุดนิ่งและเปิดประสาทสัมผัสต่อธรรมชาติอาจนำไปสู่ความรู้สึกผ่อนคลายที่แตกต่างจากการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน

คุณจันทิมาเล่าถึงผู้เข้าร่วมรายหนึ่งที่มีปัญหานอนหลับยาก และเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมกราวดิ้ง โดยนอนสัมผัสพื้นดินและเปิดรับเสียงจากธรรมชาติ กลับเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายได้อย่างรวดเร็ว

“มีท่านหนึ่งบอกว่า ท่านก็เป็นคนนอนหลับยาก... พอเรานำนอนทำกราวดิ้งเปิดผัสสะไปประมาณ 5 นาที ได้ยินเสียงกรนออกมาเลย... เขาบอกว่าเขาไม่เคยมีความรู้สึกที่ว่าหลังสัมผัสพื้นดินมันรู้สึกผ่อนคลายแบบเบาสบาย... ทำให้เขานอนหลับได้ภายใน 5 นาที”

ขณะเดียวกัน คุณนัฐพงษ์มองว่า ธรรมชาติยังสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนได้กลับมาทบทวนตัวเอง และบางครั้งอาจนำไปสู่การค้นพบคำตอบของปัญหาที่อยู่ภายในใจ

“ธรรมชาติเหมือนมีเวทมนตร์ ทำทำให้คนได้พบกับคำตอบบางอย่างที่อาจจะเป็นโจทย์ที่ติดอยู่ในชีวิต... กระบวนการมันพาคนไปพบคำตอบบางอย่างที่เกิดขึ้นข้างในได้”

สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงผลลัพธ์ทางกาย แต่รวมถึงกระบวนการที่เปิดพื้นที่ให้คนได้หยุดจากความเร่งรีบ และกลับมาอยู่กับตัวเอง




เมื่อคนรักธรรมชาติ การอนุรักษ์จึงเกิดขึ้นจากภายใน

อีกมิติสำคัญของการสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ คือความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะของมนุษย์กับสุขภาวะของระบบนิเวศ

คุณจันทิมายกตัวอย่างถึง ป่าชุมชนบ้านคลองระบัง จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีพื้นที่ 935 ไร่ 6 ตารางวา และทำหน้าที่เป็นพื้นที่ป่ากันชนของชุมชน โดยป่าผืนนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงสัตว์ป่าคุ้มครอง

“ป่าชุมชนบ้านคลองระบัง มีเนื้อที่ถึง 935 ไร่ 6 ตารางวา... เป็นป่ากันชนของหมู่บ้าน... ช่วยเราดูดซับสารเคมีและฝุ่น PM 2.5 ได้เยอะมาก... ตั้งแต่เราจัดตั้งป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 62 ก็คือยังไม่มีไฟป่าเกิดขึ้นเลย เพราะชุมชนเข้าใจและช่วยกันดูแล”

ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การอนุรักษ์ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่สามารถกลายเป็นกลไกสำคัญในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกัน การทำให้ผู้คนได้สัมผัสและรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความตระหนักและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

คุณนัฐพงษ์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“ผมมีความเชื่ออย่างสุดใจเลยครับว่า การที่คำว่าอนุรักษ์มันจะเกิดขึ้นได้เนี่ย คนจะต้องรักธรรมชาติก่อน... การอาบป่าเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่รัฐแทบจะใช้ทุนน้อยมาก ถ้าสามารถที่จะปลูกฝังให้คนรักธรรมชาติได้ มันจะเกิดแนวร่วมการอนุรักษ์ได้ดีมากๆ และได้ยั่งยืนมากๆ”

มุมมองนี้ทำให้ “การอาบป่า” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลสุขภาพของแต่ละคน แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผืนป่า และนำไปสู่การดูแลธรรมชาติในระยะยาว




ไม่ต้องเข้าป่าลึก ก็เริ่มต้น “อาบป่า” ได้

สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสเดินทางไปยังพื้นที่ป่า นัฐพงษ์อธิบายว่า หัวใจของการอาบป่าไม่ได้อยู่ที่สถานที่เพียงอย่างเดียว แต่คือการเปิดประสาทสัมผัสและกลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างมีสติ

“สำหรับคนไม่ได้อยู่ใกล้ป่าจริงๆ... สามารถที่จะทำได้ที่สนามหญ้าหน้าบ้านตัวเอง หรือแม้กระทั่งในคอนโดที่มีต้นไม้หลังระเบียงเล็กๆ... หรือการจิบเครื่องดื่มอย่างละเมียดละไมช้าลง... เพราะกาแฟและชาก็เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ”

คุณจันทิมาเสริมว่า การอาบป่าสามารถเกิดขึ้นได้จากสิ่งเล็กๆ รอบตัว

“อาบป่าทำได้ทุกที่ หรือแม้แต่แจกันเล็กๆ บนโต๊ะทำงาน... ลึกๆ แล้ววันไหนที่เรารู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อ เราสามารถดึงความรู้สึกผ่อนคลายและความเชื่อมโยงนั้นขึ้นมาใช้ได้เสมอ”

ดังนั้น การอาบป่าจึงอาจเริ่มต้นจากการเดินช้าลงในสวน นั่งใต้ต้นไม้ สังเกตเสียงนก สัมผัสพื้นดิน มองใบไม้ หรือแม้แต่หยุดดื่มชาและกาแฟอย่างไม่เร่งรีบ สิ่งสำคัญคือการกลับมา “รับรู้” สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่




ธรรมชาติอาจเป็นเครื่องมือ แต่เป้าหมายคือการกลับมาเชื่อมโยงกับชีวิต

คุณเมฆ กล่าวสรุปในช่วงท้ายของรายการว่าแก่นของการอาบป่าอาจไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมหรือเทคนิคใดเทคนิคหนึ่ง แต่คือการใช้ธรรมชาติเป็นตัวกลางเพื่อพามนุษย์กลับไปเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวและกับตัวเอง

“กลายเป็นว่าอาบป่าเนี่ย เป็นเหมือนแค่เครื่องมือแรก แต่ตัวที่ซ่อนอยู่จริงๆ มันคือธรรมชาติ ที่พาเรากลับไป... เปิดประสาทรับธรรมชาติรอบตัว... ช่วยให้สมองแข็งแรงขึ้น ความคิดชัดเจนขึ้น ความกลัวอาจจะน้อยลงไป หรือเราสามารถค้นพบความสุขจากสิ่งเล็กๆ ที่กำลังพูดคุยสื่อสารกับเราอยู่”

จากมุมมองของ Healthstation Talk EP.70 “การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ” จึงไม่ได้หมายถึงการพาคนออกจากเมืองเพื่อเข้าไปอยู่ในป่าเท่านั้น แต่คือการชวนให้สังคมทบทวนความสัมพันธ์ระหว่าง คน สุขภาพ และธรรมชาติ ใหม่อีกครั้ง

เพราะบางครั้งการดูแลสุขภาพอาจเริ่มต้นจากการหยุดพัก หายใจช้าลง และเปิดพื้นที่ให้ธรรมชาติรอบตัวได้เข้ามาสื่อสารกับเรา ขณะเดียวกัน การได้สัมผัสและเห็นคุณค่าของธรรมชาติก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผืนป่าและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว




 24 กันยายน 2569