Healthstation Talk EP.69: เปิดเบื้องหลัง “รางวัลเชิดชูเกียรติฯ” ยกย่องพลังภาคี ขับเคลื่อน 103 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติสู่การเปลี่ยนแปลง

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.



รายการ Healthstation Talk EP.69 ชวนทำความรู้จักที่มา แนวคิด และเบื้องหลังการพิจารณา “รางวัลเชิดชูเกียรติสนับสนุนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกย่องหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่นำมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติไปขับเคลื่อนจนเกิดผลเป็นรูปธรรมในระดับต่างๆ ตั้งแต่นโยบาย ประเทศ เขต จังหวัด อำเภอ ชุมชน โรงเรียน สถาบันการศึกษา ไปจนถึงภาคเอกชน




ดำเนินรายการโดยคุณแก้วตา ทวีเมือง พร้อมด้วย นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร กรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และคณะทำงานพิจารณาการมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติฯ และคุณจารึก ไชยรักษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สช. ร่วมพูดคุยถึงความหมายและคุณค่าของรางวัลดังกล่าว


จาก 18 ครั้ง สู่ 103 มติ กับภารกิจเปลี่ยนนโยบายให้เกิดขึ้นจริง


คุณจารึก กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติดำเนินการมาแล้ว 18 ครั้ง มีมติรวมทั้งสิ้น 103 มติ ครอบคลุมประเด็นด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงประเด็นด้านสังคมและสุขภาพ โดยสามารถจัดกลุ่มเป็นประเด็นสำคัญประมาณ 15 กลุ่ม อาทิ ความมั่นคงทางอาหาร เด็กและเยาวชน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)


การมอบรางวัลเชิดชูเกียรติฯ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการมอบรางวัลให้กับหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็น “กุศโลบาย” และเครื่องมือในการยกย่องเชิดชูภาคีที่นำมติไปขับเคลื่อนด้วยความสมัครใจ รวมทั้งเป็นช่องทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์ให้สังคมได้รับรู้ว่ามติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติสามารถถูกนำไปใช้จริงในพื้นที่ได้อย่างไร


ในปีนี้มีหน่วยงานส่งผลงานเข้ารับการพิจารณาถึง 73 หน่วยงาน ครอบคลุมมติประมาณ 50 กว่ามติ สะท้อนให้เห็นว่าการขับเคลื่อนมติไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานด้านสุขภาพ แต่มี “ผู้เล่น” จากหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับเขต จังหวัด อำเภอ ชุมชน และโรงเรียน เข้ามามีส่วนร่วม




“รางวัลแห่งความร่วมมือ” วัดจากการทำงานร่วมกันจนเกิดผลจริง


นพ.ประสิทธิ์ชัย อธิบายว่า รางวัลดังกล่าวควรเรียกว่า “รางวัลแห่งความร่วมมือ” เนื่องจากหัวใจสำคัญของสมัชชาสุขภาพคือการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน


คณะทำงานจึงกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาไว้ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่


1. การมีส่วนร่วมและการสร้างเครือข่าย

พิจารณาว่าหน่วยงานสามารถบูรณาการการทำงานระหว่างประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีอื่นๆ ได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงสามารถเชื่อมโยงความร่วมมือของแต่ละฝ่ายให้กลายเป็นพลังร่วมในการขับเคลื่อนมติได้หรือไม่


2. ความพยายามผลักดันสู่การปฏิบัติและการสร้างนวัตกรรม

พิจารณาการนำมติไปบรรจุไว้ในแผนงาน ข้อบัญญัติ ระเบียบ หรือกลไกการทำงานขององค์กร ตลอดจนการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ที่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้จริง


3. ผลผลิตและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สามารถดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน


จากเกณฑ์ดังกล่าว ในปี 2569 มีผลงานที่ได้รับการคัดเลือกเป็นแบบอย่างรวม 15 รางวัล


15 ผลงานต้นแบบ สะท้อนพลังการขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับนโยบายถึงชุมชน


หนึ่งในจุดเด่นของรางวัลปีนี้คือความหลากหลายของหน่วยงานและระดับพื้นที่ที่เข้ามามีส่วนร่วม


นพ.ประสิทธิ์ชัย ยกตัวอย่าง กองควบคุมโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ซึ่งขับเคลื่อนมติ 6.2 เรื่อง NCDs ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 หรือประมาณ 13 ปี จนเกิดผลผลิตและการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง


ขณะที่ระดับชุมชน ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกระบี่ มีผลงานด้านการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวแนวใหม่สู่สุขภาวะและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ส่วนระดับสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขับเคลื่อนมติ 10.1 เรื่องการส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น




คุณจารึกเสริมว่า ผลงานทั้ง 15 รางวัลสะท้อนการขับเคลื่อนในหลายระดับ ได้แก่ ระดับนโยบายโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระดับเขตโดย กขป. เขตพื้นที่ 5 ซึ่งมีผลงานด้านความมั่นคงทางอาหารและการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (RDU) ระดับจังหวัดโดยสมัชชาสุขภาพจังหวัดหนองบัวลำภูและกาญจนบุรี ระดับอำเภอโดย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงระดับชุมชนอย่าง ชุมชนหนองสาหร่าย


นอกจากนี้ยังมีผลงานระดับโรงเรียน เช่น โรงเรียนโพธิ์ไทรงามวิทยาคม จังหวัดพิจิตร ที่ขับเคลื่อนประเด็น RDU ร่วมกับชุมชน ตลอดจนผลงานจากสถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน


ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติไม่ได้เป็นเพียงเอกสารเชิงนโยบาย แต่สามารถถูกนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่และแต่ละองค์กรได้




จาก “มติ” สู่การเปลี่ยนระบบ ผ่านแนวคิด Health in All Policies


สำหรับการต่อยอดผลงาน นายจารึกมองว่า รางวัลเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็นทั้ง สื่อกลางและแหล่งเรียนรู้ ให้พื้นที่อื่นนำแนวทางไปปรับใช้ โดยแต่ละระดับมีบทบาทในการเชื่อมโยงกัน


ในระดับประเทศ หน่วยงานอย่างกรมควบคุมโรคสามารถนำมติไปเสริมกับภารกิจประจำและเชื่อมโยงกับมติคณะรัฐมนตรี ขณะที่ระดับเขต กลไก กขป. ทำหน้าที่ประสานและเชื่อมโยงภาคี ส่วนระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดและภาคส่วนต่างๆ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา


ขณะที่ระดับอำเภอ หากแนวทางของ พชอ. สันป่าตอง สามารถนำไปขยายผลยัง พชอ. อีกกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ ก็จะทำให้มติสมัชชาสุขภาพสามารถขยายผลในวงกว้างมากขึ้น


ด้าน นพ.ประสิทธิ์ชัย มองว่า ระบบสุขภาพในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจากการเน้นรักษาโรคไปสู่การป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศเปลี่ยนมาเป็น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม เช่น การบริโภคอาหารหวาน มัน และเค็ม


การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถฝากไว้กับระบบบริการสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยแนวคิด Health in All Policies หรือ “ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อสุขภาวะ


ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน ไปจนถึงผู้ประกอบการและผู้จำหน่ายอาหาร ทุกฝ่ายสามารถมีส่วนในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพได้


“Go Together” หรือการเดินไปด้วยกัน จึงเป็นแนวคิดสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพจำเป็นต้องใช้เวลาและอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง


เปิดพื้นที่ให้ทุกคนเป็นเจ้าของ “มติสมัชชาสุขภาพ”


คุณจารึกเชิญชวนประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ให้มองตนเองในฐานะ สมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และสามารถนำมติที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่หรือภารกิจของตนเองไปศึกษาและต่อยอดได้


โดยมติสมัชชาสุขภาพแต่ละเรื่องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและการมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญและภาคีต่างๆ เป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับรองและขับเคลื่อนในระดับนโยบาย


ประชาชนและหน่วยงานที่สนใจสามารถค้นหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือค้นคำว่า “มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อเลือกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตนเองไปปรับใช้ในพื้นที่


นพ.ประสิทธิ์ชัย กล่าวย้ำว่า สุขภาพเป็นเรื่องและหน้าที่ของทุกคน แม้การขับเคลื่อนนโยบายบางเรื่องจะต้องใช้เวลาและอาจไม่เห็นผลในทันที แต่หากมีเป้าหมายร่วมกันและค่อยๆ ทำไปพร้อมกับเครือข่ายหรือ “เพื่อนร่วมทาง” ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นท้ายที่สุดจะกลับมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ครอบครัว และชุมชน




เตรียมพบ 15 ผลงานต้นแบบ ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19


สำหรับผู้ที่สนใจติดตามผลงานและร่วมแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัล สามารถเข้าร่วมการประชุมใหญ่ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี


การประชุมครั้งนี้มีประเด็นนโยบายสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานธรรมชาติ (Nature-based Solutions) และ ทุนมนุษย์และระบบนิเวศที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่วัยทำงาน (First Jobber)


ส่วนพิธีมอบถ้วยรางวัลเชิดชูเกียรติสนับสนุนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี


รางวัลเชิดชูเกียรติฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงการประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยงานที่ทำงานโดดเด่น แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพเกิดขึ้นได้เมื่อทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมเป็นเจ้าของนโยบายตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงพื้นที่เล็กที่สุดอย่างชุมชนและโรงเรียน


จาก 103 มติ สู่ 15 ผลงานต้นแบบ และเครือข่ายการทำงานในทุกระดับ นี่คืออีกหนึ่งภาพสะท้อนของการเปลี่ยน “มติ” ให้กลายเป็น “การลงมือทำ” เพื่อสร้างสุขภาวะที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชน





 21 กันยายน 2569