ไทยเสี่ยงประชากรเหลือ 33 ล้านคน! ชวนสังคมเปลี่ยน ‘เกิดน้อย’ สู่การสร้างประชากรคุณภาพ
17 กันยายน 2569
! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

รัฐสภาเปิดเวทีเสวนาระดับชาติ “วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ” ภายใต้แนวคิด “เด็กเกิดน้อย วิกฤตประเทศไทย : เกิดได้ เลี้ยงไหว ทำงานได้ ประเทศไปต่อ” เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ให้เกียรติเป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.ยศชนัน รองนายกฯ และรมว.อว. และแทน รมว.ศึกษา รมว.อุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม.นายนิกร โสมกลาง นายศุภชัย เจียรวนนท์ เครือ CP กลุ่มเป้าหมาย และมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงาน




ในหัวข้อ “การส่งเสริมทัศนคติการมีบุตร” วงเสวนาชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดจากประมาณ 700,000 คน ในปี 2560 เหลือเพียงประมาณ 400,000 คน ในปี 2568 ขณะที่อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) อยู่ที่ประมาณ 1.16–1.20 หากไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพ แบบจำลองเชิงระบบในเวทีวิชาการประเมินว่า ภายในไม่เกิน 60 ปี ประชากรไทยอาจลดเหลือเพียง 33 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน และครึ่งหนึ่งของประชากรที่เหลือจะเป็นผู้สูงอายุ





ทางออกไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้คน “มีลูกมากขึ้น” แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้คนที่ต้องการมีลูกสามารถมีได้จริง เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยยังมีความต้องการมีบุตร แต่ติดข้อจำกัดทั้งค่าใช้จ่าย การทำงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ ระบบดูแลเด็ก ภาวะมีบุตรยาก และภาระการดูแลครอบครัวที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งประเด็นนี้สอดคล้องกับ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 มติ 16.3 “การส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ” ที่มุ่งสร้างฉันทามติและบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยมองการส่งเสริมการเกิดควบคู่กับคุณภาพชีวิต ระบบสวัสดิการ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ขณะที่ สช. ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการ “สานพลัง” เชื่อมภาครัฐ วิชาการ ท้องถิ่น เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันมติ 16.3 จากฉันทามติสู่การปฏิบัติ ผ่านการพัฒนาระบบดูแลเด็ก สวัสดิการที่เหมาะสม สถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว ระบบอนามัยการเจริญพันธุ์ ตลอดจนการสื่อสารเชิงบวกที่เคารพสิทธิและทางเลือกของประชาชน





โจทย์ของสังคมไทยจึงไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้คนมีลูก” แต่คือ “ทำอย่างไรให้คนที่อยากมีลูก มีได้โดยไม่ต้องแลกกับความมั่นคงและคุณภาพชีวิต” เพื่อให้ทุกการเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของประชากรที่มีคุณภาพ และเป็นรากฐานอนาคตของประเทศไทย

CR: ภาพจากเว็บไซต์รัฐสภาและองค์กรภาคี