Healthstation Talk EP.68: “การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ” สู่มติขับเคลื่อนเชิงนโยบายระดับชาติ
ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ แต่กำลังถูกมองในมิติใหม่ในฐานะ “ต้นทุนสุขภาพ” ที่สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน ลดความเครียด ฟื้นฟูจิตใจ สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม และเชื่อมโยงไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในรายการ Healthstation Talk EP.68 ผ่านมุมมองของผู้ร่วมรายการ 3 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว ประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นการสร้างเสริมสุขภาวะบนฐานสิ่งแวดล้อม ดร.ปรัชญากรณ์ ไชยคช คณะทำงานและเลขานุการฯ และคุณธนาพร ตระกูลดิษฐ์ คณะทำงานและเลขานุการร่วมฯ ดำเนินรายการโดยคุณเมฆ สายะเสวี
จากกระแสอาบป่าสู่คำถามใหญ่เรื่อง
“ธรรมชาติกับสุขภาพ”
การผลักดันเรื่องการสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติให้กลายเป็นมติระดับชาติ
ไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวคิดเชิงนามธรรม
แต่มีรากฐานมาจากปรากฏการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
ในด้านหนึ่งประชาชนเริ่มตื่นตัวกับการใช้ธรรมชาติเพื่อการเยียวยาและฟื้นฟูสุขภาพมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอาบป่า หรือ Shinrin-yoku ซึ่งได้รับความสนใจทั้งจากคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
แต่อีกด้านหนึ่ง
พื้นที่ธรรมชาติทั้งในเมืองและชนบทกลับเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความเสื่อมโทรม จากรูปแบบการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการก่อสร้างและการใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันการเข้าถึงธรรมชาติก็มีมิติของความเหลื่อมล้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง
กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติหลายรูปแบบถูกพัฒนาเป็นสินค้าและบริการที่มีต้นทุนสูง
ทำให้ผู้ที่มีกำลังซื้อสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า ขณะที่คนยากจน ชุมชนท้องถิ่น
หรือประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้
อาจมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่ธรรมชาติเพื่อพักผ่อนและดูแลสุขภาพน้อยกว่า
แนวคิดของมติสุขภาพจึงไม่ได้มองธรรมชาติเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่ต้องการทำให้ “การเข้าถึงธรรมชาติเพื่อสุขภาวะ” เป็นโอกาสที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ พร้อมกับปรับมุมมองต่อระบบสุขภาพให้กว้างกว่าการพึ่งพายาหรือการรักษาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว

“เศรษฐกิจไม่ได้ลอยอยู่ในสูญญากาศ”
ต้องมองเศรษฐกิจควบคู่ระบบนิเวศ
คุณเมฆ
สายะเสวี ได้ตั้งคำถามเปิดประเด็นถึงสาเหตุที่เรื่องธรรมชาติและสุขภาพถูกยกขึ้นมาเป็นมติระดับชาติในครั้งนี้
โดยศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว ชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมเกี่ยวกับป่าไม้ ธรรมชาติ
สุขภาพ และการท่องเที่ยว กำลังเชื่อมโยงกันในระดับโลก
ขณะที่แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีตจำนวนหนึ่งกลับตั้งอยู่บนแนวคิดว่า
สามารถใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเพื่อสร้างรายได้
แล้วนำเงินกลับมาปลูกป่าหรือฟื้นฟูในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม
ป่าธรรมชาติที่สูญเสียไปไม่ได้สามารถทดแทนได้ด้วยการปลูกต้นไม้จำนวนหนึ่ง
เพราะระบบนิเวศตามธรรมชาติ ทั้งป่าชายเลนและป่าประเภทต่าง ๆ
มีความหลากหลายทางชีวภาพและความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน
ศ.สุริชัยจึงเสนอให้เกิดการปรับกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจ
โดยกล่าวว่า “เศรษฐกิจไม่ได้ลอยๆ
อยู่ในสุญญากาศ แต่เศรษฐกิจนี่มันต้องอยู่ในระบบนิเวศของผืนพิภพอันนี้ด้วย...
เราต้องให้ความสนใจกับสัดส่วนป่า สัดส่วนของสีเขียว
สัดส่วนของต้นไม้ในชีวิตของสังคมให้มากขึ้น”
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอว่า ระบบวิจัยของประเทศควรทบทวนและสนับสนุนการวิจัยที่ช่วยพัฒนาเกณฑ์สำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยให้ความสำคัญกับการทนุถนอมและเปิดโอกาสให้ระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้ มากกว่าการมองกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA/SEA เป็นเพียงข้อจำกัดต่อการพัฒนา

“ระบบสั่งจ่ายธรรมชาติ”
เปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ “ระบบสั่งจ่ายธรรมชาติ”
(Nature Prescribing) ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของระบบสุขภาพให้สามารถนำกิจกรรมและประสบการณ์จากธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาวะ
คุณธนาพร
ตระกูลดิษฐ์ อธิบายว่า
หัวใจสำคัญอยู่ที่แนวคิดสหายศาสตร์ หรือสหวิทยาการ ซึ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้จากสายอนุรักษ์ธรรมชาติกับสายสุขภาพ
การทำงานลักษณะนี้ยังต้องผสมผสานองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและประสบการณ์ของคนในพื้นที่
โดยกิจกรรมอย่างการอาบป่าถูกมองเป็นหนึ่งใน “สะพาน”
ที่ช่วยให้คนจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามาพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
คุณธนาพรเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “เวลาที่เราไปหาหมอ หมอก็จะใช้เวลาคุยกับเราสัก 5 นาที แล้วหมอก็จะเขียนในใบสั่งยา แต่อาจจะสามารถเขียนกิจกรรมอื่น ๆ เข้าไปในใบสั่งยา คล้าย ๆ กับเวลาปวดเมื่อยแล้วหมอสั่งให้ไปทำกายภาพบำบัด”
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนการมองมนุษย์แบบองค์รวม
เพราะคนเราไม่ได้เจ็บป่วยเฉพาะทางร่างกาย แต่ยังมีความต้องการด้านจิตใจและมิติอื่น
ๆ ซึ่งไม่สามารถตอบสนองได้ด้วยสารเคมีหรือยาเพียงอย่างเดียว
ธรรมชาติ ดนตรี
ศิลปะ และประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 จึงสามารถเข้ามามีบทบาทในการเติมเต็มสุขภาวะ
โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างสมดุลของสุขภาวะทั้ง 4
มิติ ได้แก่
กาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ
ในมุมนี้ระบบสุขภาพจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงรักษาเมื่อเกิดความเจ็บป่วย แต่ยังสามารถช่วยให้ประชาชนกลับมาสำรวจ “แบตเตอรี่ชีวิต” ของตัวเองว่า สิ่งใดคือสิ่งที่แต่ละคนต้องการเพื่อเติมพลังให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ เสียงเพลง ศิลปะ หรือกิจกรรมทางสังคม

ลดความเหลื่อมล้ำ
ทำให้ธรรมชาติเป็นสิทธิที่เข้าถึงได้
อีกโจทย์สำคัญของมติ
คือการทำให้การเข้าถึงธรรมชาติไม่กลายเป็นสิทธิพิเศษของคนที่มีกำลังซื้อ
ดร.ปรัชญากรณ์
ไชยคช อธิบายว่า
ในอดีตการท่องเที่ยวเดินป่าหรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
อาจต้องอาศัยทั้งรายได้และกำลังซื้อ แต่แนวทางของมติสุขภาพต้องการ Remove barriers หรือขจัดสิ่งกีดขวาง
เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงผู้ที่มีกำลังซื้อน้อย
สามารถเข้าถึงป่า แหล่งน้ำ และพื้นที่ธรรมชาติได้ ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่ได้มีเพียงการพักผ่อน
แต่ รวมถึงการใช้ธรรมชาติเป็นพื้นที่สำหรับลดความเครียดและดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียม
ดร.ปรัชญากรณ์มองผลประโยชน์ของการขับเคลื่อนใน
3 มิติ ได้แก่
มิติสังคม สร้างสิทธิและความเท่าเทียมของคนในสังคมในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเพื่อการพักผ่อนและดูแลสุขภาพ
มิติเศรษฐกิจ ต่อยอดการท่องเที่ยวโดยชุมชน
กระจายรายได้สู่ชาวบ้านที่ดูแลรักษาผืนป่า และสร้างอาชีพใหม่ในระดับพื้นที่ เช่น
นักจัดการการเชื่อมโยงระบบสุขภาพ หรือ Link
Workers รวมถึงไกด์เดินป่าและไกด์อาบป่า
มิติสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
พร้อมพัฒนากลไกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่สามารถหมุนเวียนกลับมาดูแลและฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่คุณธนาพรได้สรุปแนวทางการขับเคลื่อนออกเป็น
3 ก้อนหลัก คือ
ก้อนที่ 1
- กู้ชีพธรรมชาติ
(Rescue Nature) เพื่อปกป้องทุนชีวิต
ทั้งอากาศสะอาด น้ำสะอาด และอาหารปลอดภัยสำหรับทุกคน
ก้อนที่ 2
- สุขภาวะที่ดีของทุกคน ครอบคลุมถึงกลุ่มคนเปราะบาง
เช่น คนไร้บ้าน คนจนเมือง และผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แออัด
ก้อนที่ 3
- การพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจจะไม่สามารถเติบโตได้หากประชาชนยังอดอยาก
เครียด หรือไม่มีความสุขในบ้านของตนเอง

จาก “สวนบำบัด”
สู่การต่อยอดต้นทุนเดิมของสังคม
การผลักดันนโยบายใหม่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากศูนย์
เพราะในสังคมไทยมีต้นทุนและตัวอย่างการทำงานที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและสุขภาพอยู่แล้ว
ศ.สุริชัย
ยกตัวอย่าง สวนบำบัดของมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ซึ่งดำเนินงานมาเป็นเวลานานกว่า
20 ปี
โดยเปิดพื้นที่ให้เด็กพิการได้สัมผัสและเรียนรู้ธรรมชาติผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า
ธรรมชาติสามารถถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ฟื้นฟูจิตใจและสร้างพลังชีวิตได้
ขณะเดียวกันบทเรียนจากการทำงานในพื้นที่ก็สามารถนำมาต่อยอดเป็นองค์ประกอบของนโยบายระดับชาติ
ศ.สุริชัยมองว่า มติสุขภาพควรทำหน้าที่เชื่อมต่อ “ของเดิม” กับ “ของใหม่” นำต้นทุนที่มีอยู่แล้วในสังคมมาพัฒนาต่อ เพื่อสร้างสมดุลให้ระบบสุขภาพสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน พื้นที่ และประเทศ

ถ้าต้องสรุปมตินี้ใน
1 ประโยค
แต่ละคนมองอย่างไร?
ช่วงท้ายของรายการ เมฆ สายะเสวี ชวนผู้ร่วมรายการทั้ง 3 ท่านสรุปแก่นสำคัญของมติ “การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ” ในเพียง 1 ประโยค ซึ่งแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงอยู่บนฐานคิดเดียวกัน
ศ.สุริชัย
“ธรรมชาติบำบัด... เราเรียกหาสิ่งที่เราขาดแคลนกันไปแล้ว ฟื้นฟูด้วยความคิดอันนี้”
ดร.ปรัชญากรณ์
“มันเป็นความเท่าเทียมของคนในสังคมในการเข้าถึงธรรมชาติ... ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ”
คุณธนาพร
“ธรรมชาติสมบูรณ์ เพิ่มพูนสุขภาวะ พัฒนาเศรษฐกิจ”
จากร่างมติสู่เวทีระดับประเทศ
และบทบาทของท้องถิ่น
สำหรับความคืบหน้าของการจัดทำร่างมติ ดร.ปรัชญากรณ์ ระบุว่า
คณะทำงานได้ยกร่างและประชุมพัฒนาร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่องเกือบทุกสัปดาห์ตลอดระยะเวลา
2 เดือนที่ผ่านมา
จากนี้มีหมุดหมายสำคัญ
2 เวที ได้แก่ เวทีรับฟังความคิดเห็นระดับประเทศในวันที่
7 ตุลาคม และ เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในวันที่
28–29 ตุลาคม
ดร.ปรัชญากรณ์ จึงเน้นบทบาทของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมถึงภาคประชาสังคม
วิสาหกิจชุมชน และภาคประชาชน
ในการนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ท้ายที่สุด “การสร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการชวนคนออกไปเดินป่า หรือการนำธรรมชาติมาใช้เพื่อการพักผ่อน หากแต่เป็นความพยายามในการปรับกระบวนทัศน์ของระบบสุขภาพ ให้มองเห็นคุณค่าของธรรมชาติในฐานะส่วนหนึ่งของสุขภาวะ และทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกันของสังคมกลายเป็นโอกาสที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้



