สช. ร่วมกับเครือข่ายป่าชุมชนบ้านคลองระบัง อ.มวกเหล็ก ชูโมเดล "อาบป่าชุมชน" สร้างสุขภาวะด้วยธรรมชาติ หวังดึงธรรมชาติบำบัดกายใจ สู่การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาวะอย่างยั่งยืน14 กันยายน 2569
เมื่อวันที่ 11-12 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็น "วันอาบป่าสากล" (International Forest Bathing Day) จัดขึ้นในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกันยายนของทุกปี

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้ร่วมกับเครือข่ายป่าชุมชนบ้านคลองระบัง จัดกิจกรรมเปิดประสบการณ์และระดมความคิดเห็นในหัวข้อ “การอาบป่าชุมชน” (Forest Bathing) ณ ป่าชุมชนบ้านคลองระบัง และน้ำตกมวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

เป้าหมายสำคัญของการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คือการยกระดับการใช้ธรรมชาติบำบัด เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่ประชาชน พร้อมปูทางสู่การพัฒนานโยบายสาธารณะที่เกื้อหนุนทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดยกิจกรรมในวันที่
11 กันยายน
ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมเดินป่า ฟังเสียงนก และซึมซับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
ก่อนจะล้อมวงระดมความคิดเห็นเพื่อสกัด "หัวใจสำคัญ" ของการอาบป่า
ซึ่งสามารถสรุปทิศทางเพื่อการขับเคลื่อนต่อไปใน 3 มิติ ได้แก่:
1. แก่นแท้ของการอาบป่า:
ธรรมชาติบำบัดผ่านผัสสะทั้งห้า
การอาบป่าไม่ใช่แค่การเดินป่าทั่วไป
แต่คือการเปิดประตูเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย ปราศจากสิ่งปรุงแต่ง
โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เพื่อดึงตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน
สิ่งสำคัญคือการให้เวลาผู้เข้าร่วมได้สัมผัสและนิยามความผ่อนคลายด้วยตนเอง โดยมี
"ไกด์อาบป่า" ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประคับประคองและดูแลความปลอดภัย
สร้างพื้นที่แห่งความสบายใจโดยไม่เร่งเร้า
2. ประโยชน์ที่ลึกซึ้ง:
"ป่ารักษาคน คนรักษาป่า"
การอาบป่าชุมชนไม่เพียงช่วยลดความเครียดและฟื้นฟูจิตใจของผู้มาเยือน
แต่ยังสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนในรูปแบบของเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้
ฐานข้อมูลความหลากหลายทางนิเวศที่ชุมชนช่วยกันสำรวจ
ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ใช้ปกป้องผืนป่าจากโครงการพัฒนาที่ไม่เหมาะสม
พร้อมกันนี้ยังสามารถต่อยอดองค์ความรู้ร่วมกับภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรท้องถิ่น เพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ประจำชุมชนและกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

3. ความท้าทายและการขับเคลื่อนสู่นโยบายสาธารณะ
เป้าหมายใหญ่คือการผลักดันการอาบป่าให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างเสริม "สุขภาวะบนฐานสิ่งแวดล้อม" ในระดับนโยบายสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในด้านการบริหารจัดการเวลา งบประมาณ และการสร้างมาตรฐานที่ต้องยืดหยุ่นตามบริบทของแต่ละชุมชน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้นำอาบป่า (ไกด์) ที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการสื่อสาร การดูแลจิตใจ และการทำงานร่วมกับเครือข่าย เพื่อให้เกิดการจัดการที่เคารพวิถีชุมชนอย่างแท้จริง

ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง:
เปิดผัสสะรับพลังธรรมชาติ ณ น้ำตกมวกเหล็ก
ต่อเนื่องในวันที่
12 กันยายน
เครือข่ายป่าชุมชนบ้านคลองระบัง ได้นำคณะผู้เข้าร่วมทดลองปฏิบัติการอาบป่าจริง ณ
น้ำตกมวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อเปิดประสบการณ์และทำความเข้าใจกระบวนการอย่างลึกซึ้ง
ผ่าน 5 ฐานกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงกายและใจเข้ากับธรรมชาติ
ได้แก่:
ฐานที่ 1:
สัมผัสสายน้ำ –
ปล่อยวางความเหนื่อยล้า ด้วยการถอดรองเท้าและแช่เท้าลงในสายน้ำเย็นฉ่ำ
สัมผัสความสดชื่นจากธรรมชาติโดยตรง
ฐานที่ 2:
ก้าวเดินอย่างมีสติ –
เดินป่าในเส้นทางธรรมชาติ พร้อมกำหนดความสนใจ (โฟกัส)
ให้อยู่กับความงดงามของรายละเอียดรอบกายในปัจจุบันขณะ
ภายใต้กรอบสี่เหลี่ยมที่ได้รับ
ฐานที่ 3:
หน้าต่างแห่งธรรมชาติ –
เปิดมุมมองใหม่ผ่านกระดาษซึ่งทำเป็นกรอบหน้าต่าง
โดยสามารถนำวัสดุจากธรรมชาติมาติดบนหน้าต่าง
ทำให้เห็นความสวยงามของธรรมชาติที่ต่างกันไป
ฐานที่ 4:
ดื่มด่ำความสงบ – นิ่งพัก
หลับตาและซึมซับบรรยากาศ ปล่อยให้เสียงน้ำตกและสายลมช่วยชำระล้างจิตใจให้เบาสบาย
ฐานที่ 5: โอบกอดธรรมชาติ – สวมกอดต้นไม้ใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงพลังงานบริสุทธิ์และแสดงความขอบคุณต่อธรรมชาติที่โอบอุ้มชีวิต




การจัดกิจกรรมต้อนรับวันอาบป่าสากลในครั้งนี้
นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า
"การอาบป่า"เป็นมากกว่าเทรนด์สุขภาพ
แต่เป็นเครื่องมือทางสังคมที่ทรงพลังในการเชื่อมโยงมนุษย์กลับสู่ธรรมชาติ
ซึ่ง สช.
และเครือข่ายฯ
จะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปขยายผลเพื่อผลักดันเป็นนโยบายสาธารณะที่สร้างสุขภาวะที่ดีให้กับสังคมไทย

